แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วารสารสาธารณสุขศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วารสารสาธารณสุขศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ผลของโครงการคนไทยไร้พุงต่อการลดค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง

Effects of Thais without Big Belly Project to Reduce BMI and Waist Circumference of Participants in Project in Area of Lower Northern Region

ถาวร มาต้น* ปัทมา สุพรรณกุล*
Tavorn Maton* Pattama Suphanakul*

* คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
* Faculty of public Health, Naresuan University


ความเป็นมา : ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลให้เกิด โรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้หลายโรค

วัตถุประสงค์ : การวิจัยครั้งนี้เป็นการ วิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มเดียววัดผลสองครั้งก่อนและหลัง เพื่อศึกษาระดับความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการ ส่งเสริมสุขภาพ และผลของโครงการคนไทยไร้พุง ที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

วิธีการ : กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้มารับบริการด้านการส่งเสริม สุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 3 แห่ง จำนวน 300 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ และให้การอบรมโปรแกรมกิจกรรม 3 . 1 วัน

ผลการวิจั: พบว่า กิจกรรม 3 . ของโครงการฯ มีผลทำให้กลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีความรู้และการปฏิบัติ ในเรื่อง การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย และ การป้องกันโรคดีขึ้นกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p < 0.001)
ส่วนความรู้ และการปฏิบัติ ในเรื่อง การจัดการความเครียด ก่อนและหลังการ อบรม ไม่มีความแตกต่างกัน (p = 0.497 และ 0.072 ตามลำดับ)
ค่า BMI ของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลัง การอบรมพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน (p = 0.127)
ส่วนขนาดรอบเอว มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p < 0.001)
ดังนั้น บุคลากรสาธารณสุข จึงควรให้ความรู้ และเทคนิคการจัดการความเครียด แก่กลุ่มที่มีน้ำหนักเกินให้มากขึ้น เพราะกลุ่มนี้มักจะ มีปัญหาความเครียดร่วมด้วย

คำสำคัญ: ดัชนีมวลกาย, ขนาดรอบเอว, พฤติกรรม ส่งเสริมสุขภาพ, ความรู้, พฤติกรรม การปฏิบัติ, โครงการคนไทยไร้พุง, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล


Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3 (..-.. 2555)

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อของกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก กรณีศึกษา นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

Prevalence and Related Factors Affecting Musculoskeletal Disorders
(MSDs) in Notebook Computer Users: A case study of Engineering
Students, Prince of Songkla University, Hat Yai Campus
กลางเดือน โพชนา* องุ่น สังขพงศ์*
Klangduen Pochana* Angoon Sungkhapong*
* ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
* Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Prince of Songkla University


วัตถุประสงค์ : เพื่อหาความชุกของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (MSDs) และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการ MSDs ของกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก

กลุ่มตัวอย่าง : นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 316 คน
วิธีการ : การสัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ลักษณะการใช้งาน และอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากนั้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยวิธี Chi-Square และ Odds ratio

ผลการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายร้อยละ 69 และเพศหญิง ร้อยละ 31 อายุ 20.7+0.95 ปี ส่วนสูง 168.4+8.2 ซม. น้ำหนัก 61.5+11.9 กก. ส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กในช่วงเวลากลางคืน (ร้อยละ 92.4) ระหว่างการใช้งานไม่ใช้แป้นพิมพ์ต่อพ่วง (ร้อยละ 66.5) ไม่ใช้ที่พักเท้า (ร้อยละ 86.1) และ ไม่ใช้ที่รองข้อมือ(ร้อยละ 58.5) อย่างไรก็ตามพบว่าส่วนใหญ่ใช้เม้าส์ต่อพ่วงภายนอก (ร้อยละ 75.6) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 58.5 มีอาการปวดเมื่อยบางส่วนของร่างกาย โดยพบว่ามีอาการปวดเมื่อยมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ คอ (52.2%, 95% CI: 46.8-57.8), หลังส่วนล่าง (39.9%, 95% CI: 34.5-45.3) และ ไหล่ (32.6%, 95% CI: 27.5-37.8)
ผลของการศึกษาพบว่า ปัจจัยเพศ ช่วงเวลาที่ใช้งาน การใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงภายนอกและ ขนาดของหน้าจอมีความสัมพันธ์กับอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆของร่างกายของผู้ใช้งาน โดยพบปัจจัยที่สำคัญได้แก่ ผู้ที่ใช้งานโน้ตบุ๊กในตอนกลางคืนจะมีความเสี่ยงในการปวดเมื่อยโดยรวม มากกว่าผู้ใช้งานกลางวัน ถึง 2.53 เท่าและมีความเสี่ยงต่อการปวดหลังส่วนบน มากกว่า ผู้ใช้งานกลางวัน ถึง 8.53 เท่า

เสนอแนะ : จากผลของการศึกษาสามารถเสนอแนะได้ว่าผู้ใช้งานควรลดเวลาการใช้งานในช่วงกลางคืนควรมีการใช้อุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น แป้นพิมพ์ เม้าส์ เป็นต้น และควรเลือกใช้โน้ตบุ๊กที่มีขนาดเหมาะสมจะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อของผู้ใช้ได้

คำสำคัญ: ความชุก อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก

Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ 2557; 44(2): 162-173

ที่มา : http://www.ph.mahidol.ac.th/journal/44_2/index.html

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์ในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา

Factors Related to Computer Game Addiction among Elementary School Students

ประกายเพชร สุภะเกษ* สุธรรม นันทมงคลชัย** มัณฑนา ดำรงศักดิ์ *
Prakaipetch Supaket* Sutham Nanthamongkolchai** Mantana Damrongsak*
* กลุ่มวิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
* ภาควิชาอนามัยครอบครัว คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
* Department of Community Health Nursing, Faculty of Nursing, Thammasat University.
** Department of Family Health, Faculty of Public Health, Mahidol Unversity

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา

กลุ่มตัวอย่าง : นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ในเขตอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน256 คน

การเก็บข้อมูล : การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นจำแนกตามโรงเรียนและระดับชั้น เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบทดสอบการติดเกม ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ถึง วันที่ 15 มกราคม 2554

วิธีวิเคราะห์ : โดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์ถดถอยแบบโลจีสติก

ผลการศึกษา :
1. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาติดเกมคอมพิวเตอร์ ร้อยละ 52.7
2. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ได้แก่ การคล้อยตามกลุ่มเพื่อน สัมพันธภาพในครอบครัว และการเห็นคุณค่าในตนเอง
3. โดยตัวอย่างที่มีการคล้อยตามกลุ่มเพื่อนมากมีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์เป็น 2.44 เท่า ของกลุ่มตัวอย่างที่มีการคล้อยตามกลุ่มเพื่อนน้อย
4. กลุ่มตัวอย่างที่มีสัมพันธภาพในครอบครัวไม่ดีมีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์มากขึ้น 0.56 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่มีสัมพันธภาพในครอบครัวดี
5. กลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่ำ มีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์มากขึ้น 0.35 เท่า ของกลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสูง

ข้อเสนอแนะ : ให้ครอบครัวเข้าไปมีส่วนร่วม สังเกตการเล่นคอมพิวเตอร์ของนักเรียนเพื่อป้องกันการติดเกมคอมพิวเตอร์ มีการติดตามทำความรู้จักกับเพื่อนของนักเรียน เสริมสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองรวมถึงการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว เพื่อนำไปสู่การดูแลเรื่องการเล่นเกมคอมพิวเตอร์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อไป

คำสำคัญ: การติดเกมคอมพิวเตอร์, ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง/การคล้อยตามกลุ่มเพื่อน, สัมพันธภาพในครอบครัว, นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา

Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ปีที่ 42 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-เม.ย. 2555)


การประเมินการออกแบบภายในรถพยาบาลฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของเครือข่ายโรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง

An Assessment of Ambulance Interior Design for Safety Work in a Provincial Hospital Network

พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล* สิริกุล พิพิธแสงจันทร์**
ดุสิต สุจิรารัตน์*** พิศิษฐ์ วัฒนสมบูรณ์****
Pipat Luksamijarulkul* Sirikun Pipitsangjan**
Dusit Sujirarat*** Pisit Vatanasomboon****
* ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
** โรงพยาบาลสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
*** ภาควิชาระบาดวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
**** ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
* Department of Microbiology, Faculty of Public Health, Mahidol University .
** Surin Hospital, Amphoe Maeng, Surin Province .
*** Department of Epidemiology, Faculty of Public Health, Mahidol University

**** Department of Environmental Health Science, Faculty of Public Health, Mahidol University

วัตถุประสงค์ : ประเมินความเหมาะสมของการออกแบบภายในรถและความพร้อมของอุปกรณ์ที่จำเป็นในการป้องกันความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน

วิธีการ : 
  1. ประเมินความเหมาะสมของการออกแบบภายในรถและความพร้อมของอุปกรณ์ที่จำเป็นในการป้องกันความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน จำนวน 47 คัน ของโรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่งและโรงพยาบาลเครือข่าย 
  2. สัมภาษณ์บุคลากรที่ปฏิบัติงานจำนวน 35 คน ถึงความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของการออกแบบภายในรถ 
  3. ติดตามสังเกตในขณะที่มีการปฏิบัติการจริงจำนวน 30 คันๆ ละ 1 เที่ยวรอบวิ่ง

 ผลการศึกษา :
ร้อยละ 74.5 เป็นรถพยาบาลฉุกเฉินรุ่นใหม่ มีส่วนกั้นแยกช่วงหน้าห้องคนขับรถออกจากช่วงหลังซึ่งจัดเป็นห้องพยาบาลรวมทั้งช่องหน้าต่างที่เปิดเลื่อนได้เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร
ร้อยละ 83 มีระบบระบายอากาศไฟฟ้า
ร้อยละ 93.6 มีตู้เก็บอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่มิดชิด
ร้อยละ 97.9 มีเตียงผู้ป่วยแบบมีล้อเลื่อน
ร้อยละ 91.5 มีเวชภัณฑ์ยาอย่างพอเพียงแต่มากกว่า
ร้อยละ 50 ยังขาดอุปกรณ์กู้ภัยฉุกเฉินประจำในรถ
-เมื่อพิจารณาถึงอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อการป้องกันการติดเชื้อและการบาดเจ็บในขณะปฏิบัติงาน พบว่า ร้อยละ 25.5 มีอุปกรณ์ป้องกันตา ร้อยละ 53.2 มีอุปกรณ์สำหรับรัดเพื่อความปลอดภัยขณะรถวิ่งหรือหยุดกะทันหัน
-ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคลากรที่ปฏิบัติงาน พบว่า ร้อยละ 80 มีความเห็นด้วยกับการมีส่วนกั้นแยกระหว่างส่วนคนขับกับส่วนผู้ป่วย ร้อยละ 91.4 มีความเห็นว่าในส่วนผู้ป่วยควรสามารถรองรับผู้ป่วยและบุคลากรได้อย่างน้อย 3 คน เป็นต้น
-ข้อมูลจากการสังเกตขณะปฏิบัติงาน พบว่า รถพยาบาลฉุกเฉินเกือบทุกคัน (27/30 คัน) ภาชนะใส่ของมีคมและถังขยะติดเชื้อไม่มีการติดตั้งที่มั่นคง อาจทำให้เกิดอันตรายได้รถทุกคันผู้ปฏิบัติงานไม่มีการเปิดระบบระบายอากาศและไม่ได้ปรับอุณหภูมิภายในรถตามเกณฑ์

ข้อเสนอแนะ : ควรมีการปรับปรุงการออกแบบภายในรถพยาบาลฉุกเฉินให้มีความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานนอกจากนี้ต้องมีการดูแลและการเตรียมความพร้อมการใช้รถเพื่อความปลอดภัยและการลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานด้วย

คำสำคัญ: รถพยาบาลฉุกเฉิน, การออกแบบภายในรถ, ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน, การบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน

Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ 2554; 41(3): 209 – 218

ความชุกของกลุ่มอาการอ้วนลงพุงในบุคลากรโรงพยาบาลชลประทาน จังหวัดนนทบุรี

Prevalence of Metabolic Syndrome in personnel at Royal Irrigation Hospital, Nonthaburi Province

สมชาย สุขอารีย์ชัย*
Somchai Sukareechai*

*แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ประจำโรงพยาบาลชลประทาน จังหวัดนนทบุรี

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกของกลุ่มอาการอ้วนลงพุง หรือภาวะ Metabolic syndrome ในบุคลากรโรงพยาบาลที่มารับการตรวจสุขภาพประจำปี

การเก็บข้อมูล : เก็บข้อมูลในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2551 ที่โรงพยาบาลชลประทาน จังหวัดนนทบุรี บุคลากรที่มารับการตรวจสุขภาพประจำปี จำนวนทั้งสิ้น 719 คน สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ 474 คน คิดเป็นร้อยละ 65.92

วิธีวิเคราะห์ : วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติไค-สแควร์

ผลการศึกษา :
อัตราความชุกของกลุ่มอาการอ้วนลงพุงมีค่าร้อยละ 15.2 เพศหญิง มีอัตราความชุกมากกว่าเพศชายเล็กน้อย (ร้อยละ 15.4 เทียบกับ 14.1)
เมื่อแบ่งบุคลากรโรงพยาบาลเป็นกลุ่มพยาบาลและกลุ่มที่ไม่ใช่พยาบาล พบว่า กลุ่มที่ไม่ใช่พยาบาล มีอัตราความชุกร้อยละ 17.5 ซึ่งมากกว่ากลุ่มพยาบาลที่มีอัตราความชุกเพียงร้อยละ 9.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระยะ 0.05 ดังนั้น

ข้อเสนอแนะ : ควรเร่งให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการเกิดกลุ่มอาการอ้วนลงพุง การป้องกันกลุ่มอาการอ้วนลงพุง ผลเสียที่ตามมาของกลุ่มอาการอ้วนลงพุง ตลอดจนถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารให้เหมาะสม เพื่อส่งเสริมและป้องกันการเกิดกลุ่มอาการอ้วนลงพุงในบุคลากรโรงพยาบาลชลประทานต่อไป

คำสำคัญ : ความชุก, กลุ่มอาการอ้วนลงพุง, บุคลากรโรงพยาบาล

Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ประจำเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม 2553 ปีที่ 40 ฉบับที่ 2

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล

Factors Effected to the Quality of Work Life among Staff at Bumrungrad International Hospital

บุรัสกร เตจ๊ะมาสุคนธา คงศีล**  สมชาติ โตรักษา**  กิติพงษ์ หาญเจริญ***
Burassakorn Tajama* Sukhontha KongsinÛ** Somchart Torugsa** Kitiphong Harncharoen***
* นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (สาธารณสุขศาสตร์) สาขาวิชาเอกการบริหารโรงพยาบาล คณะสาธารณสุขศาสตร์
และบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
** ภาควิชาบริหารงานสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
*** ภาควิชาระบาดวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
* Graduate Student in Master of Science (Public Health) major in Hospital Administration, Faculty of
Public Health and Faculty of Graduate Studies, Mahidol University
** Department of Public Health Administration, Faculty of Public Health, Mahidol University
*** Department of Epidemiology, Faculty of Public Health, Mahidol University

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะงานวัฒนธรรมองค์การกับคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล

กลุ่มตัวอย่าง : คือพนักงานระดับปฏิบัติการจำนวน 252 คน การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบมีระบบโดยการสุ่มตัวอย่างแบบไม่แทนที่ ใช้แบบสอบถาม

การเก็บข้อมูล : เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถาม ได้คืนมาร้อยละ 94.44

วิธีวิเคราะห์ : สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะงาน บรรยากาศองค์การ และคุณภาพชีวิตการทำงานโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน

ผลการวิจัย :
1. พนักงานมีระดับคุณภาพชีวิตและคุณลักษณะงานอยู่ในระดับปานกลาง
2. บรรยากาศองค์การอยู่ในระดับมาก
3. คุณลักษณะงานมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานเชิงบวกอยู่ในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
4. บรรยากาศองค์การมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตการทำงานในระดับมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ข้อเสนอแนะ : ผู้บริหารควรพิจารณาสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆโดยการให้รางวัลเมื่อพนักงานปฏิบัติงานได้ดีและส่งเสริมให้พนักงานมีกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้คุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการมีระดับที่สูงขึ้น

คำสำคัญ : คุณภาพชีวิตการทำงาน, คุณลักษณะงาน, บรรยากาศองค์การ

Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ปีที่42 ฉบับที่ 2 (พ.ค.-ส.ค. 2555)

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการทำงานด้านจิตสังคมที่มีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต และความพึงพอใจในงานของพนักงานโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่

Psychosocial Work Environment Factors Relating to Psychological Health Problems and Job Satisfaction of Thai Workers in large-sized Garment Factories

อาภรณ์ทิพย์ บัวเพ็ชร์ * สุรินธร กลัมพากร** สุนีย์ ละกำปั่น**
Aporntip Buapetch* Surintorn Kalampakorn** Sunee Lagampan**
* ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุขศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
** ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
* Department of Public Health Nursing, Faculty of Nursing, Prince of Songkla University (Hat Yai Campus)

** Department of Public Health Nursing, Faculty of Public Health, Mahidol University

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการทำงานด้านจิตสังคมที่มีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตและความพึงพอใจในงาน โดยใช้กรอบแนวคิดการทุ่มเทในการทำงานและการตอบแทนไม่สมดุล

กลุ่มตัวอย่าง : พนักงานที่ทำงานเต็มเวลา โดยสุ่มตัวอย่างจำนวน 417 คน จากโรงงานอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่ 3 แห่ง ในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานครสมุทรปราการ และสมุทรสาคร

การเก็บข้อมูล : โดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง

ผลการวิจัย :
1) กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดทางจิตใจจนเกิดอาการเจ็บป่วยทางกาย ภาวะวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับเสี่ยงและระดับสูงคิดเป็นร้อยละ 24.9, 23.7, และ 18.2 ตามลำดับ และมีความพึงพอใจในงานในระดับต่ำคิดเป็นร้อยละ 39.0
2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุ พบว่า ผลตอบแทนจากงานเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถอธิบายความแปรปรวนของการเกิดปัญหาสุขภาพจิตทั้งหมด และความพึงพอใจในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ปัจจัยด้านจิตสังคมในการทำงานทุกตัวแปร (การทุ่มเทในการทำงาน ผลตอบแทนจากงาน และความมุ่งมั่นที่มากเกินไปต่องานที่รับผิดชอบ) สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการเกิดภาวะวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ข้อเสนอแนะ : บุคลากรที่ร่วมรับผิดชอบดูแลสุขภาพของพนักงานควรตระหนักและคำนึงถึงการจัดให้พนักงานได้รับผลตอบแทนจากการทำงานในรูปแบบต่างๆ โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ

คำสำคัญ: ปัญหาสุขภาพจิต , ความพึงพอใจในงาน,แนวคิดการทุ่มเทในการทำงานและการตอบแทนไม่สมดุล

Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ปีที่ 42 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-เม.ย. 2555)


วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทความในวารสารสาธารณสุขศาสตร์ (7)



 ปีที่ 40 ฉบับที่ 3          กันยายน - ธันวาคม 2553
Vol.40 No.3               September - December 2010

โรคอ้วน: ภัยคุกคามสุขภาพคนไทย
ถาวร มาต้น

  • ปัญหาและสถานการณ์โรคอ้วนของคนไทย
  • วิธีการประเมินโรคอ้วน
  • สาเหตุและหลักการควบคุมโรคอ้วน
  • 3 อ. คือ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ 
  credit: วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทความในวารสารสาธารณสุขศาสตร์ (6)


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์ในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา
    ประกายเพชร สุภะเกษ สุธรรม นันทมงคลชัย มัณฑนา ดำรงศักดิ์


 ปีที่ 42 ฉบับที่ 1  มกราคม - เมษายน 2555
Vol.42 No.1  January - April 2012 

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา
กลุ่มตัวอย่าง : นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่4-6ในเขตอําเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานีจํานวน256คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นจําแนกตามโรงเรียนและระดับชั้น  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบการติดเกมระหว่างวันที่1ธันวาคม2553ถึงวันที่15 มกราคม2554
การวิเคราะห์ข้อมูล : ความถี่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและการวิเคราะห์ถดถอยแบบโลจีสติก 

 
ผลการวิจัย : นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาติดเกมคอมพิวเตอร์ร้อยละ52.7  ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติได้แก่การคล้อยตามกลุ่มเพื่อนสัมพันธภาพในครอบครัวและการเห็นคุณค่าในตนเอง
  • ตัวอย่างที่มีการคล้อยตามกลุ่มเพื่อนมากมีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์เป็น 2.44 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่มีการคล้อยตามกลุ่มเพื่อนน้อย 
  • กลุ่มตัวอย่างที่มีสัมพันธภาพในครอบครัวไม่ดีมีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์มากขึ้น 0.56 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่มีสัมพันธภาพในครอบครัวดี 
  • กลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่ํา มีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์มากขึ้น 0.35 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสูง 
ข้อเสนอแนะ : ให้ครอบครัวเข้าไปมีส่วนร่วมสังเกตการเล่นคอมพิวเตอร์ของนักเรียนเพื่อป้องกันการติดเกมคอมพิวเตอร์มีการติดตามทําความรู้จักกับเพื่อนของนักเรียนเสริมสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองรวมถึงการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวเพื่อนําไปสู่การดูแลเรื่องการเล่นเกมคอมพิวเตอร์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม

credit: วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล

 

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทความในวารสารสาธารณสุขศาสตร์ (3)

ปีที่ 42 ฉบับที่ 1  มกราคม - เมษายน 2555
Vol.42 No.1  January - April 2012 

ปัจจัย สิ่งแวดล้อมในการทำงานด้านจิตสังคมที่มีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต และความพึงพอใจในงานของพนักงานโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่
     อาภรณ์ทิพย์ บัวเพ็ชร์ สุรินธร กลัมพากร สุนีย์ ละกำปั่น 


credit: วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล 

บทความในวารสารสาธารณสุขศาสตร์ (2)

ปีที่ 42 ฉบับที่ 3  กันยายน - ธันวาคม 2555
Vol.42 No.3  September - December 2012 

ผลของโครงการคนไทยไร้พุงต่อการลดค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวของประชาชน
ที่เข้าร่วมโครงการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง
ถาวร มาต้น ปัทมา สุพรรณ


credit: วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล 

บทความในวารสารสาธารณสุขศาสตร์ (1)

บทความในวารสารสาธารณสุขศาสตร์
ปีที่ 43 ฉบับที่ 1  มกราคม-เมษายน 2556
Vol.43 No.1  January - April 2013

รูปแบบการใช้คอมพิวเตอร์และความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการในนักเรียนหญิง
มัธยมศึกษา ปีที่ 4-6
เหมือนแพร รัตนศิริ วราภรณ์ เสถียรนพเก้า  รัชดา เกษมทรัพย์ มธุรส ทิพยมงคลกุล


credit: วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล