แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักเรียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักเรียน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

อิทธิพลของการจัดการปัญหาต่อความเครียดในการเรียนและความสุขในนักเรียน

ประภัสสร ฉันทศิริเวทย์, วท.บ.    ณันทิกา ฉัตรทอง, วท.บ.    รัชติญา จำเริญดารารัศมี, วท.บ.
อรัญญา ตุ้ยคัมภีร์, ปร.ด.
คณะจิตวิทยา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดในการเรียนและความสุขในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีการจัดการปัญหาเป็นตัวแปรส่งผ่าน

วัสดุและวิธีการ : กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 296 คน จากโรงเรียนภายในเขตกรุงเทพมหานคร คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ มาตรวัดความเครียดในการเรียน มาตรวัดการจัดการปัญหา และมาตรวัดความสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถอดถอยเชิงพหุคูณและวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านจากสูตรของ Sobel

ผลการศึกษา : ความเครียดในการเรียนและวิธีการจัดการปัญหา (แบบมุ่งจัดการกับปัญหา แบบแสวงหาแหล่งสนับสนุนทางสังคม และแบบหลีกหนี) ร่วมกันทำนายความแปรปรวนของความสุขได้ร้อยละ 54 โดยความเครียดในการเรียนสามารถทำนายระดับความสุขได้ดีที่สุด รองลงมาเป็นการจัดการปัญหาแบบมุ่งจัดการกับปัญหาและการจัดการปัญหาแบบหลีกหนีตามลำดับ ส่วนการจัดการปัญหาแบบแสวงหาแหล่งสนับสนุนทางสังคมทำนายระดับความสุขได้น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังพบอิทธิพลส่งผ่านบางส่วนของการจัดการปัญหาแบบมุ่งจัดการปัญหาและแบบหลีกหนีต่อความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดในการเรียนกับความสุข นั่นหมายความว่านอกจากความเครียดในการเรียนมีผลทางตรงต่อความสุขของนักเรียนแล้วยังมีผลทางอ้อมผ่านการปัญหาแบบมุ่งจัดการกับปัญหาและแบบหลีกหนีไปยังความสุข

สรุป : ความเครียดในการเรียนส่งผลต่อระดับความสุขของนักเรียน นักเรียนที่มีความเครียดในการเรียนสูงร่วมกับมีการจัดการปัญหาแบบมุ่งจัดการปัญหาจะมีระดับความสุขมากกว่า ขณะที่นักเรียนที่มีความเครียดในการเรียนสูงร่วมกับมีการจัดการปัญหาแบบหลีกหนีมีความสุขน้อยกว่า

คำสำคัญ : การจัดการปัญหา  ความเครียด  ความสุข  นักเรียน

Credit : วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 ปี 2555

ที่มา : http://www.dmh.go.th/journal/

โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตด้วยทักษะชีวิตในนักเรียนระดับมัธยมศึกษา

ณัฐพงศ์ สิงห์สาธร, ..1 จุฬาภรณ์ โสตะ, ปร..2

 1 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
2 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตโดยประยุกต์ทักษะชีวิตร่วมกับกระบวนการ กลุ่มในนักเรียนระดับมัธยมศึกษา

วัสดุและวิธีการ : กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตประยุกต์ จากแนวคิดทักษะชีวิต ระยะเวลาดำเนินการ 12 สัปดาห์ จัดกิจกรรมรวม 5 ครั้ง ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบไม่ได้รับ โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตใดๆ ประเมินผลคะแนนความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต ทักษะชีวิตด้านความคิดสร้างสรรค์ และความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ ความตระหนักรู้ในตนเองและความเห็นใจผู้อื่น ความภูมิใจในตนเองและความ รับผิดชอบต่อสังคม การสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสาร การตัดสินใจและการแก้ไขปัญหา การจัดการ กับอารมณ์และการจัดการกับความเครียดและการปฏิบัติตัวในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต วิเคราะห์ความ แตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยสถิติ t-test

ผล : นักเรียนอายุเฉลี่ย 15 ปี เป็นหญิงทั้งหมด 28 คน ชาย 42 คน หลังการทดลอง คะแนนความรู้ เกี่ยวกับสุขภาพจิตและการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต คะแนนทักษะชีวิตทุกด้าน และคะแนนการปฏิบัติตัวในการ ป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตด้วยทักษะชีวิตร่วมกับกระบวนการกลุ่มสูง กว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ

สรุป : โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตประยุกต์ทักษะชีวิตร่วมกับกระบวนการกลุ่ม ช่วยให้นักเรียนระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนความรู้สุขภาพจิตและการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ทักษะชีวิต และการปฏิบัติตัว ในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น

คำสำคัญ : ทักษะชีวิต นักเรียนมัธยมศึกษา โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิต

Credit : วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 ปี 2555

ที่มา : http://www.dmh.go.th/journal/

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การศึกษาขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายและหญิงระดับประถมศึกษา ในภาคใต้ของประเทศไทย

A Study of Anthropometry of Male and Female Elementary School Students
in the South of Thailand

สุรสิทธิ์ ระวังวงศ์1* พันธ์ยศ วรเชฐวราวัตร์2
1,2สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
.เมือง จ.สงขลา 90000
E-mail: sitnong2@yahoo.co.th*
Surasit Rawangwong1* Panyos Worachetwarawat2
1,2Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Rajamangala University of Technology
Srivijaya, Muang, Songkhla 90000
E-mail: sitnong2@yahoo.co.th*

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายและหญิงระดับประถมศึกษาในภาคใต้ของประเทศไทย

วิธีการ : นักเรียนชายและหญิงระดับประถมศึกษาในภาคใต้ของประเทศไทย จำนวน 36 สัดส่วน โดยใช้เครื่องมือวัด 2 แบบ คือแบบที่ 1 ได้จัดสร้างขึ้นคือ เครื่องมือวัดความสูง ส่วนแบบที่ 2 คือเครื่องมือวัดคาลิปเปอร์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชายและหญิง ช่วงอายุ 7-12 ปี จำนวน 700 คน เป็นนักเรียนชาย 350 คน และหญิง 350 คน

ผลการวิจัย : จากการเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายกับนักเรียนหญิงอายุ 7-12 ปี ในภาคใต้ที่ได้จากงานวิจัยนี้ จำนวน 36 สัดส่วน สรุปได้ว่านักเรียนชายมีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่านักเรียนหญิงเกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้น ความสูงขณะยืน ความสูงระดับสายตาขณะยืน ความสูงระดับไหล่ขณะยืน ความสูงระดับสะโพก ความสูงระดับนิ้วมือ ความยาวจากก้นถึงหัวเข่า ความยาวจากก้นถึงข้อพับเข่าความสูงของเข่าขณะนั่ง ความกว้างของสะโพก ความหนาของหน้าอก ระยะจากไหล่ถึงข้อศอก ระยะจากต้นแขนถึงปลายนิ้ว ระยะจากไหล่ถึงจุดศูนย์กลางมือขณะกำระยะกางแขน ระยะกางศอก ระยะเอื้อมแขนขึ้นเหนือศีรษะในท่านั่ง และระยะเอื้อมแขนด้านหน้า ที่นักเรียนชายจะมีขนาดต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05)
จากนั้นได้ทำการเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายและหญิง ที่ได้จากงานวิจัยนี้กับงานวิจัยในต่างประเทศ ดังนี้ เปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายที่ได้จากงานวิจัยนี้กับของประเทศเม็กซิโก จำนวน 21 สัดส่วน สรุปได้ว่างานวิจัยนี้มีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่าข้อมูลของนักเรียนชายของประเทศเม็กซิโก เกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้นความสูงระดับนิ้วมือ ความกว้างของสะโพก ความยาวของศีรษะ ความกว้างของศีรษะ และความยาวของเท้า ที่งานวิจัยนี้จะมีขนาดต่ำ กว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) และเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนหญิงที่ได้จากงานวิจัยนี้กับของประเทศเม็กซิโก จำนวน 21 สัดส่วน สรุปได้ว่างานวิจัยนี้มีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่าข้อมูลของนักเรียนหญิงของประเทศเม็กซิโก เกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้นความสูงระดับนิ้วมือ ความยาวของศีรษะ ความกว้างของศีรษะ ความกว้างของสะโพก ความกว้างของมือความกว้างของเท้า และความยาวของเท้า ที่งานวิจัยนี้จะมีขนาดต่ำ กว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) และได้เปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายที่ได้
จากงานวิจัยนี้กับของประเทศอิหร่าน จำนวน 14 สัดส่วน สรุปได้ว่า งานวิจัยนี้มีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่าข้อมูลของนักเรียนชายของประเทศอิหร่านเกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้นความลึกของอกและเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนหญิงจากงานวิจัยนี้กับนักเรียนหญิงของประเทศอิหร่าน จำนวน 14 สัดส่วน สรุปได้ว่างานวิจัยนี้มีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่าข้อมูลของเด็กนักเรียนหญิงของประเทศอิหร่านทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05)

คำสำคัญ : การยศาสตร์ ขนาดสัดส่วนร่างกาย นักเรียนชายและหญิง

Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ ประจำปี พ.ศ. 2551

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การศึกษาขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนระดับอนุบาลชายและหญิง ในภาคใต้ของประเทศไทย

A Study of Anthropometry of Male and Female Kindergarten
in the South of Thailand

สุรสิทธิ์ ระวังวงศ์1* จักรนรินทร์ ฉัตรทอง2
1,2สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
.เมือง จ.สงขลา 90000
E-mail: sitnong2@yahoo.co.th*
Surasit Rawangwong1* Jaknarin Chatthong2
1,2Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Rajamangala University of Technology
Srivijaya, Muang, Songkhla 90000
E-mail: sitnong2@yahoo.co.th*

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนอนุบาลชายและหญิงในภาคใต้

วิธีการ : นักเรียนอนุบาลชายและหญิงในภาคใต้ จำนวน 36สัดส่วน โดยใช้เครื่องมือวัด 2 แบบ คือแบบที่ 1 เป็นเครื่องมือที่จัดสร้างขึ้นคือ เครื่องมือวัดความสูง และแบบที่ 2 เป็นเครื่องมือวัดคาลิปเปอร์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนอนุบาลชายและหญิง ช่วงอายุ 4-6 ปี จำนวน 600 คน เป็นนักเรียนอนุบาลชาย 300 คน และหญิง 300 คน

ผลการวิจัย : วัดความสูงและชั่งน้ำหนักนักเรียนอนุบาลชาย มีความสูงเฉลี่ย 110.31(±3.87) 115.11(±1.95) 120.61(±3.27) ซม. ตามลำดับ และน้ำหนักเฉลี่ย 19.21(±3.11) 22.27(±3.83) 25.49(±5.44) กก.ตามลำดับ วัดความสูงและชั่งน้ำหนักนักเรียนอนุบาลหญิง มีความสูงเฉลี่ย 109.12(±3.12) 114.80(±2.96) 121.00(±4.12) ซม.ตามลำดับ และน้ำหนักเฉลี่ย 18.46(±3.77) 21.26(±4.59) 23.11(±3.84) กก. ตามลำดับ
จากการเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนอนุบาลชายและหญิง ช่วงอายุ 4-6 ปี ในภาคใต้ ที่ได้จากงานวิจัยนี้ จำนวน 36 สัดส่วน สรุปได้ว่านักเรียนอนุบาลชายมีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่านักเรียนอนุบาลหญิงเกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้น ความสูงระดับสะโพกความสูงระดับข้อนิ้วมือ ความสูงระดับนิ้วมือ ความยาวจากก้นถึงหัวเข่า และความยาวจากก้นถึงข้อพับเข่า
เมื่อเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายนักเรียนอนุบาลชาย อายุ 6 ปี ในภาคใต้ของประเทศไทยกับนักเรียนอนุบาลชาย อายุ 6 ปี ของประเทศตุรกี จำนวน 15สัดส่วน สรุปได้ว่า นักเรียนอนุบาลชายในภาคใต้ของประเทศไทยมีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่านักเรียนอนุบาลชายของประเทศตุรกีเกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้นระยะจากข้อศอกถึงปลายนิ้วมือ ระยะจากต้นแขนถึงปลายนิ้ว ความหนาของหน้าอกความสูงขณะนั่ง และความสูงระดับสายตาขณะนั่ง

คำสำคัญ : การยศาสตร์ ขนาดสัดส่วนร่างกาย นักเรียนอนุบาลชายและหญิง

Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ ประจำปี พ.ศ. 2551
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Work load evaluation of the school bag carrying of primary students based on biomechanical approach

Sutharin Suvarnaho and Phairoat ladavichitkul
Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Chulalongkorn University, Bangkok 10330 Thailand
Tel. (662)218-6814

E-mail: jay_roung@hotmail.com

วัตถุประสงค์ :
The first objective of this research is to find the relationship between the primary student strength and their body weight.
The second objective is to evaluate the school bag carrying task based on a biomechanical static model.

วิธีการ :
This workload was evaluated based on a biomechanical static model. 346 primary students (178 boys and 168 girls) aged between 6 to 12 years old were recruited voluntarily for the research. Average school bags weight was 11.76% of the body weight (BW).

ผลการศึกษา :
The results showed that the body weight is not significantly relate to the body strength (R<0.5), then student weight should not be used as an indicator to set safe of the school bag weight. The compressive force on the lower back while carrying the school bag was about 18% of maximum voluntary compressive force on the lower back calculated from the composite strength test.

Credit : RESEARCH AND DEVELOPMENT JOURNAL VOLUME 23 NO.2, 2012
            วิศวกรรมสารฉบับวิจัยและพัฒนา ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555 

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์ในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา

Factors Related to Computer Game Addiction among Elementary School Students

ประกายเพชร สุภะเกษ* สุธรรม นันทมงคลชัย** มัณฑนา ดำรงศักดิ์ *
Prakaipetch Supaket* Sutham Nanthamongkolchai** Mantana Damrongsak*
* กลุ่มวิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
* ภาควิชาอนามัยครอบครัว คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
* Department of Community Health Nursing, Faculty of Nursing, Thammasat University.
** Department of Family Health, Faculty of Public Health, Mahidol Unversity

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา

กลุ่มตัวอย่าง : นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ในเขตอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน256 คน

การเก็บข้อมูล : การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นจำแนกตามโรงเรียนและระดับชั้น เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบทดสอบการติดเกม ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ถึง วันที่ 15 มกราคม 2554

วิธีวิเคราะห์ : โดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์ถดถอยแบบโลจีสติก

ผลการศึกษา :
1. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาติดเกมคอมพิวเตอร์ ร้อยละ 52.7
2. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ได้แก่ การคล้อยตามกลุ่มเพื่อน สัมพันธภาพในครอบครัว และการเห็นคุณค่าในตนเอง
3. โดยตัวอย่างที่มีการคล้อยตามกลุ่มเพื่อนมากมีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์เป็น 2.44 เท่า ของกลุ่มตัวอย่างที่มีการคล้อยตามกลุ่มเพื่อนน้อย
4. กลุ่มตัวอย่างที่มีสัมพันธภาพในครอบครัวไม่ดีมีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์มากขึ้น 0.56 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่มีสัมพันธภาพในครอบครัวดี
5. กลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่ำ มีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์มากขึ้น 0.35 เท่า ของกลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสูง

ข้อเสนอแนะ : ให้ครอบครัวเข้าไปมีส่วนร่วม สังเกตการเล่นคอมพิวเตอร์ของนักเรียนเพื่อป้องกันการติดเกมคอมพิวเตอร์ มีการติดตามทำความรู้จักกับเพื่อนของนักเรียน เสริมสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองรวมถึงการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว เพื่อนำไปสู่การดูแลเรื่องการเล่นเกมคอมพิวเตอร์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อไป

คำสำคัญ: การติดเกมคอมพิวเตอร์, ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง/การคล้อยตามกลุ่มเพื่อน, สัมพันธภาพในครอบครัว, นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา

Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ปีที่ 42 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-เม.ย. 2555)


การวัดสัดส่วนร่างกายเบื้องต้นของนักเรียนหญิงไทยระดับประถมศึกษา


วัตถุประสงค์ : เพื่อวัดขนาดร่างกายเด็กนักเรียนหญิงไทยระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 ในช่วงอายุ 7-13 ปี

กลุ่มตัวอย่าง : สุ่มวัดเด็กนักเรียนจำนวน 240 ใน 4 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในแต่ละภาคได้ทำการวัดเด็กนักเรียน 2 โรงเรียน คือ โรงเรียนที่อยู่ในเมืองและโรงเรียนที่อยู่นอกเมือง โรงเรียนละ 30 คน

วิธีวิเคราะห์ : สัดส่วนที่ทำการวัดทั้งหมด 37 สัดส่วน ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 5 และ 95

ผลการศึกษา :
เด็กนักเรียนหญิงช่วงอายุ 7-13 ปี มีความสูงเฉลี่ย คือ 120.8(±3.56), 125.6(±3.97), 131.7(±4.14), 139.7(±2.54), 143.8(±2.89), 148(±2.46) และ 151.4(±3.82) ซ.ม. ตามลำดับ นักเรียนในแต่ละระดับอายุมีความแตกต่างกันของทุกสัดส่วนร่างกายอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05)
เมื่อวิเคราะห์ขนาดของเด็กนักเรียนหญิงในแต่ละภาค พบว่า มีสัดส่วน 5 สัดส่วนที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) คือ ความสูงจากพื้นถึงปลายนิ้วกลาง ความหนาของท้อง ความกว้างศีรษะ ระยะกางศอกและความยาวของมือ
การวิเคราะห์ความแตกต่างของขนาดของเด็กนักเรียนในโรงเรียนนอกเมืองและในเมืองพบว่า มีสัดส่วน 21 สัดส่วน ที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) เช่น ความสูงขณะยืนและความสูงขณะนั่ง เป็นต้น
เมื่อเปรียบเทียบขนาดร่างกายของเด็กนักเรียนหญิงไทยกับเด็กนักเรียนหญิงเม็กซิโกจำนวน 21 สัดส่วน พบว่า ขนาดของเด็กนักเรียนหญิงไทยมีแนวโน้มของร่างกายที่เล็กกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ในทุกสัดส่วน ยกเว้น ความสูงขณะยืน ความสูงขณะนั่ง ความยาวจากก้นถึงข้อพับเข่าและความยาวเท้า
เมื่อเปรียบเทียบขนาดร่างกายของเด็กนักเรียนหญิงไทยกับเด็กนักเรียนอิหร่านจำนวน 14 สัดส่วน พบว่า ขนาดของเด็กนักเรียนหญิงไทยมีแนวโน้มของร่างกายที่โตกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ในทุกสัดส่วน ยกเว้น ความหนาของหน้าอก

Credit : นางสาววิลาส เชาวรักษ์,วิทยานิพนธ์ ปริญญาวิศวกรรมศาสตรมหาบัญฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ,สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, 2546

การศึกษาขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายและหญิงระดับประถมศึกษาในภาคใต้ของประเทศไทย

A Study of Anthropometry of Male and Female Elementary School Students in the South of Thailand

สุรสิทธิ์ ระวังวงศ์1* พันธ์ยศ วรเชฐวราวัตร์2
1,2สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
อ.เมือง จ.สงขลา 90000
E-mail: sitnong2@yahoo.co.th*
Surasit Rawangwong1* Panyos Worachetwarawat2
1,2Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Rajamangala University of Technology
Srivijaya, Muang, Songkhla 90000

E-mail: sitnong2@yahoo.co.th*

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายและหญิงระดับประถมศึกษาในภาคใต้ของประเทศไทย จำนวน 36 สัดส่วน

วิธีการ : ใช้เครื่องมือวัด 2 แบบ คือ
แบบที่ 1 ได้จัดสร้างขึ้นคือ เครื่องมือวัดความสูง
แบบที่ 2 คือเครื่องมือวัดคาลิปเปอร์

กลุ่มตัวอย่าง : นักเรียนชายและหญิง ช่วงอายุ 7-12 ปี จำนวน 700 คน เป็นนักเรียนชาย 350 คน และหญิง 350 คน

ผลการศึกษา : นักเรียนชายมีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่านักเรียนหญิงเกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้น ความสูงขณะยืน ความสูงระดับสายตาขณะยืน ความสูงระดับไหล่ขณะยืน ความสูงระดับสะโพก ความสูงระดับนิ้วมือ ความยาวจากก้นถึงหัวเข่า ความยาวจากก้นถึงข้อพับเข่า ความสูงของเข่าขณะนั่ง ความกว้างของสะโพก ความหนาของหน้าอก ระยะจากไหล่ถึงข้อศอก ระยะจากต้นแขนถึงปลายนิ้ว ระยะจากไหล่ถึงจุดศูนย์กลางมือขณะกำ ระยะกางแขน ระยะกางศอก ระยะเอื้อมแขนขึ้นเหนือศีรษะในท่านั่ง และระยะเอื้อมแขนด้านหน้า ที่นักเรียนชายจะมีขนาดต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05)
การเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายและหญิง ที่ได้จากงานวิจัยนี้กับงานวิจัยใน
ต่างประเทศ ดังนี้
1)      เปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายที่ได้จากงานวิจัยนี้กับของประเทศเม็กซิโกจำนวน 21 สัดส่วน สรุปได้ว่างานวิจัยนี้มีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่าข้อมูลของนักเรียนชายของประเทศเม็กซิโก เกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้นความสูงระดับนิ้วมือ ความกว้างของสะโพก ความยาวของศีรษะ ความกว้างของศีรษะ และความยาวของเท้า ที่งานวิจัยนี้จะมีขนาดต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ(p<0.05)
2)      เปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนหญิงที่ได้จากงานวิจัยนี้กับของประเทศเม็กซิโกจำนวน 21 สัดส่วน สรุปได้ว่างานวิจัยนี้มีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่าข้อมูลของนักเรียนหญิงของประเทศเม็กซิโก เกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้นความสูงระดับนิ้วมือ ความยาวของศีรษะ ความกว้างของศีรษะ ความกว้างของสะโพก ความกว้างของมือ ความกว้างของเท้า และความยาวของเท้า ที่งานวิจัยนี้จะมีขนาดต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05)
3)      เปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนชายที่ได้จากงานวิจัยนี้กับของประเทศอิหร่าน จำนวน 14 สัดส่วน สรุปได้ว่า งานวิจัยนี้มีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่าข้อมูลของนักเรียนชายของประเทศอิหร่านเกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้นความลึกของอก
4)      เปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนหญิงจากงานวิจัยนี้กับนักเรียนหญิงของประเทศอิหร่าน จำนวน 14 สัดส่วน สรุปได้ว่างานวิจัยนี้มีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่าข้อมูลของเด็กนักเรียนหญิงของประเทศอิหร่านทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05)

คำสำคัญ : การยศาสตร์ ขนาดสัดส่วนร่างกาย นักเรียนชายและหญิง

Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ ประจำปี พ.ศ. 2551 20-22 ตุลาคม 2551

การศึกษาขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนระดับอนุบาลชายและหญิงในภาคใต้ของประเทศไทย

A Study of Anthropometry of Male and Female Kindergarten in the South of Thailand

สุรสิทธิ์ ระวังวงศ์1* จักรนรินทร์ ฉัตรทอง2
1,2สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
อ.เมือง จ.สงขลา 90000
E-mail: sitnong2@yahoo.co.th*
Surasit Rawangwong1* Jaknarin Chatthong2
1,2Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Rajamangala University of Technology
Srivijaya, Muang, Songkhla 90000

E-mail: sitnong2@yahoo.co.th*

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนอนุบาลชายและหญิงในภาคใต้ จำนวน 36สัดส่วน

วิธีวิเคราะห์ : โดยใช้เครื่องมือวัด 2 แบบ คือแบบที่ 1 เป็นเครื่องมือที่จัดสร้างขึ้นคือ เครื่องมือวัดความสูง และแบบที่ 2 เป็นเครื่องมือวัดคาลิปเปอร์

กลุ่มตัวอย่าง : นักเรียนอนุบาลชายและหญิง ช่วงอายุ 4-6ปี จำนวน 600 คน เป็นนักเรียนอนุบาลชาย 300 คน และหญิง 300 คน

ผลการศึกษา :
วัดความสูงและชั่งน้ำหนักนักเรียนอนุบาลชาย มีความสูงเฉลี่ย 110.31(±3.87) 115.11(±1.95)120.61(±3.27) ซม. ตามลำดับ และน้ำหนักเฉลี่ย19.21(±3.11) 22.27(±3.83) 25.49(±5.44) กก.ตามลำดับ
วัดความสูงและชั่งน้ำหนักนักเรียนอนุบาลหญิง มีความสูงเฉลี่ย 109.12(±3.12) 114.80(±2.96) 121.00(±4.12) ซม.ตามลำดับ และน้ำหนักเฉลี่ย 18.46(±3.77) 21.26(±4.59)23.11(±3.84) กก. ตามลำดับ
          จากการเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนอนุบาลชายและหญิง ช่วงอายุ 4-6 ปี ในภาคใต้ ที่ได้จากงานวิจัยนี้ จำนวน 36 สัดส่วน สรุปได้ว่านักเรียนอนุบาลชายมีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่านักเรียนอนุบาลหญิงเกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้น ความสูงระดับสะโพกความสูงระดับข้อนิ้วมือ ความสูงระดับนิ้วมือ ความยาวจากก้นถึงหัวเข่า และความยาวจากก้นถึงข้อพับเข่า
เมื่อเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายนักเรียนอนุบาล ชาย อายุ 6 ปี ในภาคใต้ของประเทศไทยกับนักเรียนอนุบาลชาย อายุ 6 ปี ของประเทศตุรกี จำนวน 15 สัดส่วน สรุปได้ว่า นักเรียนอนุบาลชายในภาคใต้ของประเทศไทยมีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่านักเรียนอนุบาลชายของประเทศตุรกีเกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้นระยะจากข้อศอกถึงปลายนิ้วมือ ระยะจากต้นแขนถึงปลายนิ้ว ความหนาของหน้าอกความสูงขณะนั่ง และความสูงระดับสายตาขณะนั่ง

คำสำคัญ : การยศาสตร์ ขนาดสัดส่วนร่างกาย นักเรียนอนุบาลชายและหญิง

Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ ประจำปี พ.ศ. 2551 20-22 ตุลาคม 2551

วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระยะแรกของนักเรียนชายมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

Factors Related to the Early Stage of Alcohol Drinking among Male Students at Lower Secondary Schools, Bangnumprieo District, Chachoengsao Province

มัณฑนา ขอนดอก*, พรนภา หอมสินธุ์**, รุ่งรัตน์ ศรีสุริเวศน์**
*โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางขนาก จังหวัดฉะเชิงเทรา
**คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
Mantana Khondok*, Pornnapa Homsin**, Rungrat Srisuriyawet**
*Tumbon Bangkhanak Health Promotion Hospital, Chachoengsao Province
**Faculty of Nursing Burapha University

วัตถุประสงค์ : ศึกษาความชุกของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระยะแรกของนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเป็นนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

กลุ่มตัวอย่าง : จำนวน 424 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ทัศนคติต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้นทุนชีวิตและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วิธีวิเคราะห์ : ทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยวิธีครอนบาคแอลฟา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Binary Logistic Regression

ผลการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างมีความชุกของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระยะแรก ร้อยละ 63.2 อายุเฉลี่ยที่เริ่มดื่มครั้งแรกคือ 12.3 ปี ปัจจัยป้องกันและปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ในระยะแรกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 
  • ศาสนา (OR=4.01,95%CI=2.39 - 6.73)
  • อายุ (OR=1.99, 95%CI=1.19 - 3.34) 
  • ทัศนคติต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (OR=1.94, 95%CI=1.21 - 3.12) 
  • พลังชุมชน (OR=1.92, 95%CI=1.08 - 3.41) 
  • การเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (OR=1.90, 95%CI=1.17 - 3.08) 
  • ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (OR=1.89, 95%CI=1.15 - 3.10) 
  • พลังครอบครัว (OR=1.79, 95%CI=1.01 - 3.17) 
  • และพลังตัวตน (OR=1.74, 95%CI=1.04 - 2.89)

ข้อเสนอแนะ : การป้องกันมิให้นักเรียนเริ่มต้นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงควรมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมแก่เยาวชนอย่างต่อเนื่องผ่านสื่อต่างๆ เพื่อการสร้างทัศนคติที่ถูกต้อง การจัดกิจกรรมส่งเสริมต้นทุนชีวิตในด้านต่างๆ โดยเฉพาะพลังตัวตนพลังครอบครัวและพลังชุมชน อาทิเช่น จัดกิจกรรมให้เด็กๆได้ทบทวนตนเองเพื่อสร้างความเชื่อมั่น การสนับสนุนส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวให้มีความอบอุ่นและเป็นกำลังใจให้ซึ่งกันและกัน และการจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ในชุมชน

การศึกษาครั้งต่อไป : ควรศึกษาปัจจัยเชิงป้องกัน (Protective Factor) อื่นๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งการพัฒนาโปรแกรมในการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชนที่มีลักษณะบูรณาการหลายองค์ประกอบ(Multi-component program)

คำสำคัญ : ปัจจัย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระยะแรก วัยรุ่น

Credit : วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา ปีที่ ฉบับที่ มกราคม-มิถุนายน 2555

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทความในวารสารสาธารณสุขศาสตร์ (6)


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์ในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา
    ประกายเพชร สุภะเกษ สุธรรม นันทมงคลชัย มัณฑนา ดำรงศักดิ์


 ปีที่ 42 ฉบับที่ 1  มกราคม - เมษายน 2555
Vol.42 No.1  January - April 2012 

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา
กลุ่มตัวอย่าง : นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่4-6ในเขตอําเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานีจํานวน256คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นจําแนกตามโรงเรียนและระดับชั้น  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบการติดเกมระหว่างวันที่1ธันวาคม2553ถึงวันที่15 มกราคม2554
การวิเคราะห์ข้อมูล : ความถี่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและการวิเคราะห์ถดถอยแบบโลจีสติก 

 
ผลการวิจัย : นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาติดเกมคอมพิวเตอร์ร้อยละ52.7  ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมคอมพิวเตอร์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติได้แก่การคล้อยตามกลุ่มเพื่อนสัมพันธภาพในครอบครัวและการเห็นคุณค่าในตนเอง
  • ตัวอย่างที่มีการคล้อยตามกลุ่มเพื่อนมากมีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์เป็น 2.44 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่มีการคล้อยตามกลุ่มเพื่อนน้อย 
  • กลุ่มตัวอย่างที่มีสัมพันธภาพในครอบครัวไม่ดีมีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์มากขึ้น 0.56 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่มีสัมพันธภาพในครอบครัวดี 
  • กลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่ํา มีโอกาสที่จะติดเกมคอมพิวเตอร์มากขึ้น 0.35 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสูง 
ข้อเสนอแนะ : ให้ครอบครัวเข้าไปมีส่วนร่วมสังเกตการเล่นคอมพิวเตอร์ของนักเรียนเพื่อป้องกันการติดเกมคอมพิวเตอร์มีการติดตามทําความรู้จักกับเพื่อนของนักเรียนเสริมสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองรวมถึงการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวเพื่อนําไปสู่การดูแลเรื่องการเล่นเกมคอมพิวเตอร์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม

credit: วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล