แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตสังคม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตสังคม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล

Factors Effected to the Quality of Work Life among Staff at Bumrungrad International Hospital

บุรัสกร เตจ๊ะมาสุคนธา คงศีล**  สมชาติ โตรักษา**  กิติพงษ์ หาญเจริญ***
Burassakorn Tajama* Sukhontha KongsinÛ** Somchart Torugsa** Kitiphong Harncharoen***
* นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (สาธารณสุขศาสตร์) สาขาวิชาเอกการบริหารโรงพยาบาล คณะสาธารณสุขศาสตร์
และบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
** ภาควิชาบริหารงานสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
*** ภาควิชาระบาดวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
* Graduate Student in Master of Science (Public Health) major in Hospital Administration, Faculty of
Public Health and Faculty of Graduate Studies, Mahidol University
** Department of Public Health Administration, Faculty of Public Health, Mahidol University
*** Department of Epidemiology, Faculty of Public Health, Mahidol University

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะงานวัฒนธรรมองค์การกับคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล

กลุ่มตัวอย่าง : คือพนักงานระดับปฏิบัติการจำนวน 252 คน การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบมีระบบโดยการสุ่มตัวอย่างแบบไม่แทนที่ ใช้แบบสอบถาม

การเก็บข้อมูล : เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถาม ได้คืนมาร้อยละ 94.44

วิธีวิเคราะห์ : สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะงาน บรรยากาศองค์การ และคุณภาพชีวิตการทำงานโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน

ผลการวิจัย :
1. พนักงานมีระดับคุณภาพชีวิตและคุณลักษณะงานอยู่ในระดับปานกลาง
2. บรรยากาศองค์การอยู่ในระดับมาก
3. คุณลักษณะงานมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานเชิงบวกอยู่ในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
4. บรรยากาศองค์การมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตการทำงานในระดับมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ข้อเสนอแนะ : ผู้บริหารควรพิจารณาสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆโดยการให้รางวัลเมื่อพนักงานปฏิบัติงานได้ดีและส่งเสริมให้พนักงานมีกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้คุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการมีระดับที่สูงขึ้น

คำสำคัญ : คุณภาพชีวิตการทำงาน, คุณลักษณะงาน, บรรยากาศองค์การ

Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ปีที่42 ฉบับที่ 2 (พ.ค.-ส.ค. 2555)

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการทำงานด้านจิตสังคมที่มีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต และความพึงพอใจในงานของพนักงานโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่

Psychosocial Work Environment Factors Relating to Psychological Health Problems and Job Satisfaction of Thai Workers in large-sized Garment Factories

อาภรณ์ทิพย์ บัวเพ็ชร์ * สุรินธร กลัมพากร** สุนีย์ ละกำปั่น**
Aporntip Buapetch* Surintorn Kalampakorn** Sunee Lagampan**
* ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุขศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
** ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
* Department of Public Health Nursing, Faculty of Nursing, Prince of Songkla University (Hat Yai Campus)

** Department of Public Health Nursing, Faculty of Public Health, Mahidol University

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการทำงานด้านจิตสังคมที่มีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตและความพึงพอใจในงาน โดยใช้กรอบแนวคิดการทุ่มเทในการทำงานและการตอบแทนไม่สมดุล

กลุ่มตัวอย่าง : พนักงานที่ทำงานเต็มเวลา โดยสุ่มตัวอย่างจำนวน 417 คน จากโรงงานอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่ 3 แห่ง ในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานครสมุทรปราการ และสมุทรสาคร

การเก็บข้อมูล : โดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง

ผลการวิจัย :
1) กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดทางจิตใจจนเกิดอาการเจ็บป่วยทางกาย ภาวะวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับเสี่ยงและระดับสูงคิดเป็นร้อยละ 24.9, 23.7, และ 18.2 ตามลำดับ และมีความพึงพอใจในงานในระดับต่ำคิดเป็นร้อยละ 39.0
2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุ พบว่า ผลตอบแทนจากงานเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถอธิบายความแปรปรวนของการเกิดปัญหาสุขภาพจิตทั้งหมด และความพึงพอใจในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ปัจจัยด้านจิตสังคมในการทำงานทุกตัวแปร (การทุ่มเทในการทำงาน ผลตอบแทนจากงาน และความมุ่งมั่นที่มากเกินไปต่องานที่รับผิดชอบ) สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการเกิดภาวะวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ข้อเสนอแนะ : บุคลากรที่ร่วมรับผิดชอบดูแลสุขภาพของพนักงานควรตระหนักและคำนึงถึงการจัดให้พนักงานได้รับผลตอบแทนจากการทำงานในรูปแบบต่างๆ โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ

คำสำคัญ: ปัญหาสุขภาพจิต , ความพึงพอใจในงาน,แนวคิดการทุ่มเทในการทำงานและการตอบแทนไม่สมดุล

Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ปีที่ 42 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-เม.ย. 2555)


อัตราความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลังส่วนล่างของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางระหว่างจังหวัดในสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร)

PREVALENCE RATE AND RELATED FACTORS OF LOW BACK PAIN AMONG BUS DRIVERS IN BANGKOK BUS TERMINAL (CHATUCHAK)

นายวรศักดิ์ ยิ้มศิริวัฒนะ
Worrasak Yimsiriwattana
อาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ.นพ. สุนทร ศุภพงษ์ดร. สสิธร เทพตระการพร
Asst.Prof. Soontorn Supapong, M.D., Msc. Sasitorn Taptagaporn, B.Sc., M.P.H., Ph.D.
วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาอาชีวเวชศาสตร์ 2548
Master. Science (Occupational Medicine) 2548


วัตถุประสงค์ : เพื่อหาอัตราความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลังส่วนล่างของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางระหว่างจังหวัด ในสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร)

วิธีวิเคราะห์ : 
  1. รวบรวมข้อมูลและนำไปวิเคราะห์ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS for window version 11.5
  2. ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่อายุน้ำหนัก ส่วนสูง ระยะทาง ระยะเวลาการทำงาน เวลาหยุดพัก จำนวนเที่ยวในการขับรถแต่ละวัน นำเสนอด้วยค่า เฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  3. ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษา โรคประจำตัว สูบบุหรี่ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมจิตสังคม ความอ่อนตัวของร่างกาย นำเสนอด้วยค่าความถี่ ร้อยละ
  4. ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านต่างๆกับการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง โดยวิธีChi-square
  5. หาขนาดของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านต่างๆกับการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง โดยใช้Odds ratio และคำนวณโดยใช้วิธีของ Mantel Haenszel (univariate analysis)

กลุ่มตัวอย่าง : พนักงานขับรถรับส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัดจำนวน 348 คน แบ่งตามเส้นทางการเดินรถเป็นสายเหนือ 121 คน กลาง 80 คน และตะวันออกเฉียงเหนือ 147 คน

การเก็บข้อมูล : โดยใช้แบบสอบถามและตรวจร่างกายเบื้องต้นเหลือกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมการศึกษา 255 คน คิดเป็นอัตราเข้าร่วมการศึกษาร้อยละ 73.3

ผลการศึกษา : พบว่า อัตราความชุกของอาการปวดหลังส่วนล่างในพนักงานขับรถเท่ากับ 71.8 คนต่อประชากร 100 คน
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาคารปวดหลังส่วนล่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่
·       ค่าดัชนีมวลกายเกินมาตรฐาน (BMI>25)
·       ความอ่อนตัวของร่างกายไม่ดี ระยะเวลาที่สูบบุหรี่มากกว่า 20 ปี
·       ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกาย ระยะเวลาขับรถ 4-6 ชั่วโมงต่อวัน
·       การนั่งขับรถเอนตัวไปข้างหน้าและพิงร่างกายส่วนบนไว้กับพวงมาลัย
·       ความรู้สึกมีอิสระในการตัดสินใจระดับต่ำ
·       รู้สึกว่ามีแรงสั่นสะเทือนบริเวณเบาะคนขับเล็กน้อยพอทนได้
·       มีเสียงรบกวนขณะขับรถ
·       ไม่มีที่ปรับเบาะหรือมีแต่ไม่ได้ปรับให้เหมาะสม
·       ความรู้สึกว่ามีเวลาอยู่กับครอบครัวไม่เพียงพอ
·       ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุขณะขับรถ
สำหรับความรุนแรงของอาการดังกล่าวพบว่า ส่วนใหญ่มีอาการปวดหลังในแต่ละครั้งประมาณ 2-7 วันแต่ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องหยุดงาน และตลอดระยะเวลา 1 ปีส่วนใหญ่มีอาการมากกว่า 30 วันแต่ไม่ทุกวัน และหยุดงาน 1-7 วันต่อปี การดูแลรักษาส่วนใหญ่ใช้วิธีบีบนวดด้วยตนเอง และป้องกันโดยการออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อก่อนการขับรถ
สรุป จากการศึกษาในครั้งนี้พบว่าอาการปวดหลังส่วนล่างพบได้บ่อยในพนักงานขับรถและเป็นปัญหาสำคัญต่อสุขภาพ ส่งผลกระทบต่อพนักงาน รวมถึงเจ้าของกิจการที่ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการหยุดงาน ดังนั้นควรจัดให้มีการป้องกันการเกิดอาการดังกล่าวจากปัจจัยที่พบว่าเกี่ยวข้องกับอาการปวดหลังส่วนล่าง

ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ :
1. ควรจะมีการศึกษาถึงอัตราความชุกของโรคที่เกี่ยวเนื่องจากการประกอบอาชีพ (Work related disease) ของพนักงานขับรถ เช่น โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน รวมถึงสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในงานได้แก่ การหลับในขณะขับรถ การขาดประสบการณ์ สาเหตุจากสภาพรถหรือเครื่องยนต์ เป็น
2. ควรจะมีการศึกษาลักษณะการทำงาน เช่น ท่าทางการทำงาน โดยใช้วิธีการสังเกตของผู้วิจัยจะทำให้ข้อมูลที่ได้รับน่าเชื่อถือมากกว่าการตอบแบบสอบถาม
3. การศึกษาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าใช้เครื่องมือในการตรวจวัด เช่น เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน เครื่องวัดปริมาณเสียงจากเครื่องยนต์ และภายนอกรถ จะทำให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น
4. การศึกษาปัจจัยด้านจิตสังคม นอกจากจะศึกษาในที่ทำงานแล้ว ควรคำนึงถึงปัจจัยจิตสังคมที่อยู่นอกงาน เช่น ครอบครัว ญาติพี่น้อง ภาวะเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ :
          1. ควรจัดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่ออบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคจากการประกอบอาชีพ โดยเน้นให้เห็นความสำคัญ และแนวทางการป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นในงานโดยเฉพาะโรคปวดหลังส่วนล่าง
          2. ควรจัดให้มีการตรวจร่างกายและทดสอบสมรรถภาพในการทำงาน ความเหมาะสมในหน้าที่ของพนักงานขับรถเป็นระยะ และมีการตรวจตามความเสี่ยง เช่น ตรวจความอ่อนตัวของร่างกาย นอกเหนือจากการตรวจสุขภาพประจำปี
          3. ควรจัดให้พนักงานมีส่วนร่วมในการวางแผนในการทำงาน หรือรับทราบข้อมูลใดๆที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งบริษัท และพนักงานด้วย
          4. เมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ควรรีบให้การรักษาเพื่อให้สามารถกลับเข้าทำงานได้เร็วที่สุด เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยเรื้อรัง และการสูญเสียสมรรถภาพการทำงาน และควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานหลังจากมีอาการเจ็บป่วย (Return to work)
          5. ควรจัดโครงการสร้างเสริมสุขภาพของพนักงานขับรถ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคกระเพาะอาหาร และการบาดเจ็บระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงานและภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงของแรงงานสูงอายุในอุตสาหกรมอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง

Occupational Health Hazards and Health Status Related to Risk among Aging Workers in the Seafood Canning Industry

เสาวลักษณ์ แก้วมณี*, ชวพรพรรณ จันทร์ประสิทธิ์**, ธานี แก้วธรรมานุกูล**
*กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลสงขลา
**คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Saowalak Kaewmanee*, Chawapornpan Chanprasit**, Thanee Kaewthummanukul**
*Occupational Medicine, Songkhla hospital
**Faculty of Nursing Chiang Mai University

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงานและภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงของแรงงานสูงอายุในอุตสาหกรรมอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง จังหวัดสงขลา

กลุ่มตัวอย่าง : แรงงานสูงอายุในอุตสาหกรรมอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง จังหวัดสงขลาจำนวน 285 ราย

การเก็บข้อมูล : โดยใช้แบบสัมภาษณ์ร่วมกับการสังเกตท่าทางการทำงาน

วิธีวิเคราะห์ : โดยใช้ใช้สถิติเชิงพรรณนา

ผลการศึกษา : 
               ปัจจัยคุกคามสุขภาพที่สำคัญตามการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่าง คือ ด้านการยศาสตร์และด้านจิตสังคมส่วนการสังเกตท่าทางการทำงานพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 73.33 มีท่าทางการทำงานที่จำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงสำหรับภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงในด้านความเจ็บป่วยที่อาจเกี่ยวเนื่องจากการทำงานที่พบบ่อย คือ ปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอ/ไหล่/แขน (ร้อยละ 57.89) และปวดหลัง/เอว (ร้อยละ 47.02) การบาดเจ็บในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบเพียงร้อยละ 5.96 
               ส่วนแบบแผนการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพที่ต้องปรับแก้ไข คือ พฤติกรรมการพักผ่อน/การจัดการความเครียด

ข้อเสนอแนะ : ทีมอาชีวอนามัยควรตระหนักถึงความสำคัญในการวางแผนเสริมสร้างความตระหนักและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านความเสี่ยง ตลอดจนพัฒนาโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงจากการทำงานในแรงงานสูงอายุ

คำสำคัญ : ปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงาน ภาวะสุขภาพตามความเสี่ยง แรงงานสูงอายุ

Credit : วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา  ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2554