แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วารสารวิจัย มข. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วารสารวิจัย มข. แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความชุกและปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลที่มีผลต่ออาการผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของพนักงานขับรถตู้โดยสารประจำทาง : กรณีศึกษา สถานีขนส่งอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา


The Prevalence and Personal Factors related to Musculoskeletal Disordersin Occupational Van Drivers: a case study of Public Transport Center in Hatyai, Songkhla.

ณัชยา แซ่เจิ้น1 กลางเดือน โพชนา1 * องุ่น สังขพงศ์1
Nachaya Sea-jern1 KlangduenPochana1 * Angoon Sungkhapong1
1 ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

วัตถุประสงค์ : เพื่อหาความชุกของอาการผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อและวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลที่มีผลต่ออาการผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของพนักงานขับรถตู้โดยสารประจำทาง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

การเก็บข้อมูล : สัมภาษณ์พนักงานขับรถตู้จำนวน 164 คน เกี่ยวกับข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล และอาการผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อโดยใช้แบบสอบถามที่ดัดแปลงมาจาก Standardized
Nordic Questionnaires forThe Analysis of Musculoskeletal Symptoms

วิธีวิเคราะห์ : วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยวิธี Chi-Square และวิเคราะห์ขนาดความสัมพันธ์โดยใช้ Odds ratio

ผลการศึกษา : พนักงานขับรถมีอายุเฉลี่ย 44.09 ปี ดัชนีมวลกาย เฉลี่ย 23.83 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และพบว่าความชุกของอาการผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ 3 อันดับแรก ในรอบ 7 วัน คือ หลังส่วนล่าง ร้อยละ 29.26 (95% CI: 22.43-36.86) คอ ร้อยละ 13.41 (95% CI: 8.60-19.60) และ ไหล่
ร้อยละ 11.58 (95% CI: 7.12-17.49) ตามลำดับ กรณีความชุกในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา พบว่าความชุกที่สูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ หลังส่วนล่าง ร้อยละ 62.19 (95% CI: 54.30-69.63) คอ ร้อยละ 23.78 (95% CI: 17.48-31.04) และ ไหล่ ร้อยละ 23.78 (95% CI: 17.48-31.04)

สรุป : ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลที่มีผลต่ออาการผิดปกติทางระบบโครงร่าง และกล้ามเนื้อได้แก่ BMI BSA การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเคยปวดหลังก่อนขับรถ จากการศึกษาทำให้ทราบถึงอัตราความชุกของอาการผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของพนักงานขับรถตู้โดยสารประจำทางที่มีค่าค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงควรสนับสนุนอย่างจริงจังให้มีการป้องกันความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางกล้ามเนื้อและกระดูกของอาชีพพนักงานขับรถ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางทางถนนมากขึ้น

คำสำคัญ : ความชุก อาการผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ พนักงานขับรถตู้ ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล

Credit : วารสารวิจัย มข.

ที่มา : http://www.resjournal.kku.ac.th/scitech/issue_19_01.asp?vol=19

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของทันตบุคลากรในสถานบริการของรัฐ จังหวัดขอนแก่น

Musculoskeletal disorders among dental personnel of government sector in Khon Kaen province.
รัชติญา นิธิธรรมธาดา1, สุนิสา ชายเกลี้ยง2,* และรุ้งทิพย์ พันธุเมธากุล3
Rachatiya Nithithamthada1, Sunisa Chaiklieng2* and Rungthip Puntumetakul3
1 สาขาวิชาวิทยาการระบาด คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2 ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
3 กลุ่มวิจัยปวดหลัง ปวดคอ และปวดข้ออื่นๆ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
* Correspondent author: csunis@kku.ac.th


วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของทันตบุคลากรในสถานบริการของรัฐ จังหวัดขอนแก่น

กลุ่มตัวอย่าง : จำนวน 282 ราย

การเก็บข้อมูล : เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

วิธีวิเคราะห์ : วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์หาความชุก และช่วงความเชื่อมั่น 95% CI

ผลการวิจัย : ทันตบุคลากรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 81.9 มีอายุเฉลี่ย เท่ากับ 32.8 ปี (ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน= 9.4) มีค่าดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ (18.5 – 22.9 กิโลกรัม/เมตร2) ร้อยละ 55.3 ทันตบุคลากรส่วนใหญ่เป็นทันตาภิบาล ร้อยละ 46.4 รองลงมาคือทันตแพทย์ ร้อยละ 22.0 และผู้ช่วยเหลือคนไข้ ร้อยละ 18.1 ตามลำดับ
ความชุกของอาการผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา และรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาโดยไม่คำนึงถึงระดับความรุนแรงและความถี่ พบร้อยละ 57.8 (95% CI = 51.8-63.6) และ ร้อยละ 93.6 (95% CI = 90.0-96.2) ตามลำดับ
ความชุกในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาเมื่อพิจารณาความรุนแรงอยู่ที่ระดับรู้สึกมาก 3 ตำแหน่งแรกที่มีอาการสูงสุด คือบริเวณไหล่ขวาหรือซ้าย ร้อยละ 24.6 เอวหรือหลังส่วนล่าง ร้อยละ 19.3 และคอ ร้อยละ 16.7 ตามลำดับ
เมื่อคำนึงถึงความถี่ของการเกิดอาการที่ระดับมีอาการทุกวัน พบสูงสุด 3 ตำแหน่งแรก คือบริเวณไหล่ขวาหรือซ้าย ร้อยละ 13.6 คอ ร้อยละ 11.7 และเอวหรือหลังส่วนล่าง ร้อยละ 7.6 ตามลำดับ
ในจำนวนทันตบุคลากรที่มีอาการปวด จำนวน 264 ราย พบว่าอาการปวดส่งผลกระทบต่อการทำงานแต่สามารถทำกิจกรรมได้ปกติ ร้อยละ 76.1 โดยอาการเหล่านี้เกิดจากการทำงาน ร้อยละ 71.2 ช่วงเวลาที่มีอาการปวดรุนแรงที่สุดคือตอนเย็นหลังเลิกงาน ร้อยละ 41.3 ต้องใช้ยาระงับอาการปวดหรือพบแพทย์แผนไทย ร้อยละ 64.6
ผลการศึกษานี้บ่งชี้ปัญหาด้านการปวดคอ ไหล่ หลัง ในทันตบุคลากรซึ่งพบว่ามีระดับความรุนแรงและความถี่ที่สูงจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการเฝ้าระวังความผิดปกติของคอ ไหล่ หลังในทันตบุคลากรต่อไป รวมทั้งหาแนวทางป้องกันโดยทำการศึกษาเชิงลึกแบบติดตามไปข้างหน้าเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง


คำสำคัญ: ความชุก ความผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ ทันตบุคลากร

Credit : KKU Res. J. 2013; 18(5)

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การรับรู้ความผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในพนักงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี

จังหวัดอุดรธานี
Recognition of Musculoskeletal Disorders among workers of the electronic industry in Udon Thani Province
นภานันท์ ดวงพรม1 และสุนิสา ชายเกลี้ยง2*
Napanun Duangprom1 and Sunisa Chaiklieng2*
1 สาขาวิทยาการระบาด คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2 ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
* Correspondent author: csunis@kku.ac.th


วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในพนักงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี

กลุ่มตัวอย่าง : พนักงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 204 คน โดยคัดเลือกพนักงานที่ทำงานในสายการผลิต

การเก็บข้อมูล : โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการสำรวจสภาพแวดล้อมการทำงาน คือวัดระดับแสงสว่างและเสียงดัง

ผลการศึกษา : พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 88.7 อายุเฉลี่ย 26.6 ปี ลักษณะงาน มีหน้าที่ในการส่องกล้องจุลทรรศน์ ร้อยละ 50.0 และเจาะตัดชิ้นส่วน ร้อยละ 49.0 ทุกคนมีการทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ และ 10 ชั่วโมงต่อวัน
สภาพแวดล้อมในการทำงาน มีการทำงานซ้ำซากท่าเดิม ร้อยละ 97.5 นั่งทำงานมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ร้อยละ 54.3 และยืนทำงานมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ร้อยละ 47.2
ผลการตรวจวัดแสงสว่างหน้างานในทุกพื้นที่หน้างานพบ ค่าความเข้มของแสงสว่าง เป็นไปตามมาตรฐาน และระดับเสียงดัง บริเวณเจาะ มีค่า 84.3- 85.6 เดซิเบลเอไม่เกินค่ามาตรฐานตามกฎกระทรวงแรงงาน
ความชุกของอาการผิดปกติทางระบบโครงร่างกล้ามเนื้อในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบร้อยละ 92.7 (95%CI : 89.2– 96.1)โดยความชุกของอาการผิดปกติทางระบบโครงร่างกล้ามเนื้อ 3 ตำแหน่งแรก สูงสุดได้แก่ ไหล่ ร้อยละ 79.4 (95%CI :74.5 – 85.3) คอ ร้อยละ 75.0 (95%CI : 69.0 – 81.7) และหลังส่วนบน ร้อยละ 70.6 (95%CI : 64.5 – 77.6) เมื่อคำนึงถึงความรุนแรงของอาการปวดตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไปพบความชุกสูงสุด 3 อันดับแรกในตำแหน่งเดียวกันนี้

ข้อเสนอแนะ : ผลการศึกษานี้พบความชุกของระบบโครงร่างกล้ามเนื้อที่สูงในพนักงาน ซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องกับสภาพของงาน จึงควรมีการเฝ้าระวังโรคทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ ในพนักงาน โดยพนักงานควรมีความรู้ทางการยศาสตร์เพื่อการปฏิบัติตนและมีท่าทางที่ถูกต้องในการทำงาน สถานประกอบการควรมีการตรวจวัดสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างต่อเนื่องและจัดให้มีช่วงเวลาพักจากการทำงานที่เหมาะสมของพนักงาน

คำสำคัญ: ความผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ, พนักงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สภาพแวดล้อมในการทำงาน


Credit : KKU Res. J. 2013; 18(5)

ความชุกของความผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในแรงงานนอกระบบกลุ่มดัดเหล็กปลอกเสาระบบมือโยกอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา

Prevalence of Musculoskeletal Disorders Among Informal Sector Workers of Hand-Operated Rebar Bender in Non-Sung District of Nakhon Ratchasima Province
วิวัฒน์ สังฆะบุตร (Wiwat Sungkhabut)1* ดร.สุนิสา ชายเกลี้ยง (Dr.Sunisa Chaiklieng)**

1 Correspondent author: ph_academics@hotmail.com
* นักศึกษา หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
** ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกของความผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในแรงงานนอกระบบ กลุ่มดัดเหล็กปลอกเสาระบบมือโยก ซึ่งไม่รวมแรงงานต่างด้าว

กลุ่มตัวอย่าง : เป็นการสุ่มอย่างเป็นระบบ จำนวน 241 คน

การเก็บข้อมูล : ประยุกต์ใช้แบบสอบถามมาตรฐาน Standardized Nordic questionnaire ที่ได้แปลเป็นภาษาไทย ในการสัมภาษณ์ และประเมินความเหมาะสมของสถานีงาน

ผลการวิจัย :
ความชุกในรอบ 12 เดือนที่ผ่าน มาสูง 3 อันดับแรกคือในบริเวณข้อมือ/มือ ร้อยละ 78.8 (95% CI: 73.1,83.8) หลังส่วนล่าง ร้อยละ 68.9 (95% CI: 62.6,74.7) และไหล่ ร้อยละ 46.9 (95% CI: 40.5,53.4) ตามลำดับ
สำหรับในรอบ 7 วันที่ผ่าน มาพบความชุกสูงบริเวณเดียวกัน โดยอาการปวดที่รบกวนการทำงานพบสูงสุดที่ข้อมือ หลังส่วนล่าง และคอ ตามลำดับ
ผลการประเมินความเหมาะสมของสถานีงานและแสงสว่างในการทำงานพบว่าไม่เหมาะสมใน บางสถานีงาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเฝ้าระวังโรคและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานในกลุ่มแรงงานที่ประกอบอาชีพดัดเหล็กปลอกเสาระบบมือโยกได้


คำสำคัญ : ความชุก ความผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ ดัดเหล็กปลอกเสา

Credit : วารสารวิจัย มข. (บศ.) 13 (1) : ม.ค. - มี.ค. 2556

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทความในวารสารวิจัย มข.(3)

ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 มีนาคม - เมษายน 2555 หน้า 325-337 


ปัจจัยเสี่ยงของการบาดเจ็บซ้ำซากในพนักงานอุตสาหกรรมแกะสลักหิน  จังหวัดชลบุรี 
สุนิสา ชายเกลี้ยง วัชรากร  เรียบร้อย และรุ้งทิพย์ พันธุเมธากุล



Risk Factors of Repetitive Strain Injuries among Workers of the Stone Sculpture Industry, Chonburi Province.
Sunisa Chaiklieng Watcharakorn Riabroi   and Rungthip Puntumetakul


       

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดการบาดเจ็บซ้ำซาก (RSIs) ในพนักงานอุตสาหกรรมแกะสลักหิน จังหวัดชลบุรี
รูปแบบ วิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional analytic research)
การเก็บข้อมูล : ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วัดแรงบีบ และประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์โดย RULA ทดสอบปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิด RSIs โดย Multiple logistic regression analysis และกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 
 ผลการวิจัย :
  • ในพนักงาน 82 คน พบว่าส่วนใหญ่มีแรงบีบมืออยู่ในระดับไม่ดี ร้อยละ 57.32 และระดับดี ร้อยละ 42.68 
  •  ความเสี่ยงทางการยศาสตร์อยู่ในระดับ 4 คือ เสี่ยงสูงและงานนั้นต้องการการปรับปรุงทางการยศาสตร์ทันที ร้อยละ 59.76 พนักงานยกหินมีน้ำหนักเฉลี่ย >10 กิโลกรัม/ครั้ง ร้อยละ 41.46 ความชุกของ RSIs ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 36.59 (95% CI = 25.94 – 47.23) 
  • ปัจจัยสัมพันธ์ต่อการเกิด RSIs คือ พนักงานที่ยกหินมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน มีความเสี่ยงต่อการเกิด RSIs เป็น 25.89 เท่าของพนักงานที่ยกหินน้อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน (p-value = 0.018, 95% CI = 1.76 - 397.86) 
ข้อเสนอแนะ  : ควรมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางการยศาสตร์ โดยจัดให้มีอุปกรณ์ หรือวิธีการช่วยลดความถี่ในการยกหิน เพื่อหลีกเลี่ยงการออกแรงโดยใช้อวัยวะช่วงรยางค์ส่วนบนที่ซ้ำซาก และให้พนักงานตระหนักด้านท่าทางการทำงานที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิด RSIs

       
  • This cross-sectional analytic study aimed to investigate risk factors of Repetitive Strain Injuries (RSIs) among workers of the stone sculpture industry, Chonburi province. 
  • Data were collected by the interviews using the structural questionnaire, hand grip strength measurement and Rapid Upper Limb Assessment (RULA). 
  • Risk factors were identified by multiple logistic regression analysis 
  • The six-month prevalence of RSIs was 36.59 (95% CI = 25.94 – 47.23). Multivariate analysis identified that the worker who lifted the stone >10 times per day had 25.89 times the higher risk of the development of RSIs than the workers who lifted the stone ?10 times per day (p-value=0.018, 95% CI = 1.76-397.86). 
  • These findings suggest that, there should be the improvement of worksite ergonomics, providing instruments or the methods to reduce the frequency for lifting the heavy rock stone to avoid the repetitive overuse of the upper limbs.  Moreover, workers have to learn of the right posture of working and lifting the heavy stone for RSIs protection.

คำสำคัญ:  แกะสลักหิน การบาดเจ็บซ้ำซาก  การยศาสตร์  ความเสี่ยง  แรงบีบมือ
Keyword: Stone sculpture, Repetitive Strain Injuries, Ergonomic, RULA, Hand grip strength



วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทความในวารสารวิจัย มข.(2)


ปีที่ 18 ฉบับที่ 5 กันยนยน - ตุลาคม 2556 (หน้า 880-890 )
Recognition of Musculoskeletal Disorders among workers of the electronic industry in Udon Thani Province
นภานันท์  ดวงพรมและสุนิสา  ชายเกลี้ยง2*
Napanun  Duangprom1 and Sunisa Chaiklieng2*
1สาขาวิทยาการระบาด คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย คณะสาธารณสุขศาสตร์
 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
*Correspondent author:  csunis@kku.ac.th
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความผิดปกติของระบบโครงร่างกล้ามเนื้อในพนักงาน ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในโรงงานแห่งหนึ่ง
 รูปแบบ : การศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (A cross-sectional survey study)  
กลุ่มตัวอย่าง : พนักงาน ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 204 คน  คัดเลือกพนักงานที่ทำงานในสายการผลิต
การเก็บข้อมูล : ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการสำรวจสภาพแวดล้อมการทำงาน คือวัดระดับแสงสว่างและเสียงดัง 
ผลการวิจัย :  กลุ่มตัวอย่างมี เป็นเพศหญิง ร้อยละ 88.7 อายุเฉลี่ย 26.6 ปี  ลักษณะงาน มีหน้าที่ในการส่องกล้องจุลทรรศน์ ร้อยละ 50.0 และเจาะตัดชิ้นส่วน ร้อยละ 49.0 ทุกคนมีการทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ และ 10 ชั่วโมงต่อวัน สภาพแวดล้อมในการทำงาน มีการทำงานซ้ำซากท่าเดิม ร้อยละ 97.5 นั่งทำงานมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ร้อยละ 54.3และยืนทำงานมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ร้อยละ 47.2 ผล การตรวจวัดแสงสว่างหน้างานในทุกพื้นที่หน้างานพบ ค่าความเข้มของแสงสว่าง เป็นไปตามมาตรฐาน และระดับเสียงดัง บริเวณเจาะ มีค่า 84.3- 85.6 เดซิเบลเอไม่เกินค่ามาตรฐานตามกฎกระทรวงแรงงาน 
  • ความชุกของอาการผิดปกติทางระบบโครงร่างกล้ามเนื้อในรอบ 1เดือนที่ผ่านมา พบร้อยละ 92.7 ( 95%CI : 89.2– 96.1 )
  • ความชุกของอาการผิดปกติทางระบบโครงร่างกล้ามเนื้อ 3 ตำแหน่งแรก สูงสุดได้แก่ ไหล่ ร้อยละ 79.4 (95%CI : 74.5 – 85.3 ) คอ ร้อยละ 75.0 ( 95%CI : 69.0 – 81.7 ) และหลังส่วนบน ร้อยละ 70.6 (95%CI : 64.5 – 77.6 )
  • ความรุนแรงของอาการปวดตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไปพบความชุกสูงสุด 3 อันดับแรกในตำแหน่งเดียวกันนี้ 
ข้อเสนอแนะ : พบความชุกของระบบโครงร่างกล้ามเนื้อที่ สูงในพนักงาน ซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องกับสภาพของงาน จึงควรมีการเฝ้าระวังโรคทางระบบโครงร่างกล้ามเนื้อ ในพนักงาน โดยพนักงานควรมีความรู้ทางการยศาสตร์เพื่อการปฏิบัติตนและมีท่าทางที่ถูก ต้องในการทำงาน สถานประกอบการควรมีการตรวจวัดสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างต่อเนื่องและจัดให้มี ช่วงเวลาพักจากการทำงานที่เหมาะสมของพนักงาน
  • This cross-sectional survey study aimed to investigate the musculoskeletal disorders (MSDs) among workers of the electronic industry. 
  • There were 204 workers selected from production department in one electronic industry in Udon Thani province participated in this study. 
  • Data were collected by the interview using the structural questionnaires and work environmental survey for lighting intensities and sound level measurement.
  • Among the 204 workers, 88.7% were female. The average age was 26.6 years. For working position, 50.0% of those being used microscope to inspection while 49.0% used drill cutting. The working time was 6 days per week and 10 hours per day (100%). Most of them had the repetitive works (97.5%). There were 54.3% of worker being prolonged sitting posture at work over 2 hours per days while 47.2% also were prolonged standing posture at work over 2 hours per day. Light intensities at 6 areas of working: were followed the standard requirement. Sound level at punching area was 84.3 – 85.6 dB(A) which was followed the standard. 
  • The prevalence of MSDs during the last one month period were predominantly found in the following three anatomical areas: shoulder (79.4%, 95%CI : 74.5 – 85.3 ), neck ( 75.0%, 95%CI : 69.0 – 81.7 ) and upper back ( 70.6%, 95%CI : 64.5 – 77.6 ). 
  • When the severity was considered, severity of MSDs at level of moderate pain at least showed that MSDs during the last one month were predominantly found in the same anatomical areas. 
  • These findings of high prevalence of MSDs suggest that, there should be the surveillance of MSDs among electronic workers. Moreover, workers have to learn of basic ergonomics, the right posture of to avoid MSDs. The monitoring program of work environment and management of optimum work period should be considered.
  •  
คำสำคัญ:   ความผิดปกติของระบบโครงร่างกล้ามเนื้อ, พนักงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สภาพแวดล้อมในการทำงาน
Keywords: Musculoskeletal disorders, electronic workers, work environment

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทความในวารสารวิจัย มข.(1)

Musculoskeletal disorders among dental personnel of government sector in Khon Kaen province.
รัชติญา นิธิธรรมธาดา1สุนิสา ชายเกลี้ยง2,*รุ้งทิพย์ พันธุเมธากุล3
Rachatiya  Nithithamthada1, Sunisa  Chaiklieng2*Rungthip Puntumetakul3
1สาขาวิชาวิทยาระบาด  คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
3กลุ่มวิจัยปวดหลัง ปวดคอ และปวดข้ออื่นๆ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
*Correspondent author: csunis@kku.ac.th

  • การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของทันตบุคลากรในสถานบริการของรัฐ จังหวัดขอนแก่น 
  • จำนวน 282 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์หาความชุก และช่วงความเชื่อมั่น  95% CI 
  •  ผลการวิจัย  ทันตบุคลากรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 81.9 มีอายุเฉลี่ย เท่ากับ 32.8 ปี (ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน=9.4) มีค่าดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ (18.5 – 22.9 กิโลกรัม/เมตร2ร้อยละ 55.3    ทันตบุคลากรส่วนใหญ่เป็นทันตาภิบาล ร้อยละ 46.4 รองลงมาคือทันตแพทย์ ร้อยละ 22.0 และผู้ช่วยเหลือคนไข้ ร้อยละ 18.1 
  •  ความชุกของอาการผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา และรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาโดยไม่คำนึงถึงระดับความรุนแรงและความถี่ พบร้อยละ 57.8 (95%CI= 51.8-63.6) และ ร้อยละ 93.6 (95%CI = 90.0–96.2)  ตามลำดับ 
  • ความชุกในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาเมื่อพิจารณาความรุนแรงอยู่ที่ระดับรู้สึกมาก 3 ตำแหน่งแรกที่มีอาการสูงสุด คือบริเวณไหล่ขวาหรือซ้าย ร้อยละ 24.6 เอวหรือหลังส่วนล่าง  ร้อยละ19.3 และคอ ร้อยละ 16.7 ตามลำดับ 
  • ความถี่ของการเกิดอาการที่ระดับมีอาการทุกวัน  พบสูงสุด 3ตำแหน่งแรก คือบริเวณไหล่ขวาหรือซ้าย ร้อยละ 13.6 คอ ร้อยละ 11.7 และเอวหรือหลังส่วนล่าง ร้อยละ 7.6ตามลำดับ 
  • ในจำนวนที่มีอาการปวด จำนวน 264 ราย พบว่าอาการปวดส่งผลกระทบต่อการทำงานแต่สามารถทำกิจกรรมได้ปกติ ร้อยละ 76.1 โดยอาการเหล่านี้เกิดจากการทำงาน ร้อยละ 71.2 ช่วงเวลาที่มีอาการปวดรุนแรงที่สุดคือตอนเย็นหลังเลิกงาน ร้อยละ 41.3 ต้องใช้ยาระงับอาการปวดหรือพบแพทย์แผนไทย ร้อยละ 64.6 ผลการศึกษานี้บ่งชี้ปัญหาด้านการปวดคอ ไหล่ หลัง 
  • ในทันตบุคลากรซึ่งพบว่ามี ระดับความรุนแรงและความถี่ที่สูงจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการเฝ้าระวังความผิด ปกติของคอ ไหล่ หลังในทันตบุคลากรต่อไป รวมทั้งหาแนวทางป้องกันโดยทำการการศึกษาเชิงลึกแบบติดตามไปข้างหน้าเพื่อค้น หาปัจจัยเสี่ยง
  • This cross-sectional descriptive study aimed to determine the prevalence of musculoskeletal disorders (MSDs) among dental personnel of government sector in Khon Kaen province.  
  • There were 282 dental personnel enrolled into this study. Data were collected by interviews with thestructural questionnaires. 
  • Descriptive statistics were used to describe characteristics of participantsand MSDs prevalence and 95% confidence interval (95%CI) were calculated. 
  • The results showed that most participants were female (81.9%), the mean age was 32.8 years (S.D. = 9.4 years) and body mass index was normal level (18.5 – 22.9 kg/m2) for 55.3%. 
  • Most work positions were dentalnurses (46.4%), followed by dentists (22.0%) and patient assistants (18.1%), respectively. The last 7-day and 1- month prevalence of MSDs were  57.8 (95%CI=51.8-63.6) and 93.6% (95% CI = 90.0-96.2), respectively. At severe level of pain, the top three prevalences were found at shoulder (24.6 %), lower back  (19.3%), and neck (16.7%), respectively. 
  • When the frequency of pain at everyday occurrence was considered, the top three prevalence of pain were found at areas of shoulder (13.6%), neck (11.7%) and lower back (7.6%), respectively. 
  • Among MSDs cases (n=264), 76.1% of cases reported that pain impacted on working but normal daily life activity and 71.2% of cases reported that MSDs were caused by working. Cases reported the most severe symptoms occurring in the evening  after work ( 41.3%).  There were 64.4% of cases intakedpainkillers or asked treatment by Thai traditional medicine program
  • The  findings identify the high prevalences of neck, shoulder and back pain among dental personnels at the severity level and the high frequency of pain occurrence. Therefore, there should be the health surveillanceprogram of neck- shoulder- back pain among dental personnels. These results are very useful for the planning of the prevention of MSDs among dental personnel by further study with prospective cohort study to identify the risk factors of neck-shoulder-back pain.

คำสำคัญความชุก ความผิดปกติของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ ทันตบุคลากร
Keywords: Prevalence, musculoskeletal disorders, dental personnel