สรุปรวมงานวิจัยที่เกี่ยวกับการยศาสตร์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ **** สามารถ เลือกดูเฉพาะหัวข้องานวิจัยที่สนใจ โดยการเลือก "ป้ายกำกับ" ที่เกี่ยวข้อง
วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558
วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2555
- จุฬาลักษณ์ โกมลตรี. (2555). การคำนวณขนาดตัวอย่าง. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 20(3), 192-198.
- ณัฐพงศ์ สิงห์สาธร และ จุฬาภรณ์ โสตะ. (2555). โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตด้วยทักษะชีวิตในนักเรียนระดับมัธยมศึกษา. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 20(3), 174-183.
- ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน และ พัชรินทร์ อรุณเรือง. (2555). การสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทยในสองทศวรรษที่ผ่านมา. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 20(2), 67-78.
- ประภัสสร ฉันทศิริเวทย์, ณันทิกา ฉัตรทอง, รัชติญา จำเริญดารารัศมี และ อรัญญา ตุ้ยคำภีร์. (2555). อิทธิพลของการจัดการปัญหาต่อความเครียดในการเรียนและความสุขในนักเรียน. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 20(1), 1-8.
- ปัทมา อินทร์พรหม และ ชัยชนะ นิ่มนวล. (2549). ความเครียดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เขตกรุงเทพมหานคร. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 14(3),182-190.
- พลภัทร์ โล่เสถียรกิจ, สวัสดิ์ เที่ยงธรรม และ คเชนทร์ พันธ์โชติ. (2549). ผลของการฝึกสติต่อความเครียด ความสุข และการประยุกต์ในชีวิตประจำวัน. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 14(3),199-206.
- ก. สินศักดิ์ สุวรรณโชติ และ วิภาวรรณ ชะอุ่ม เพ็ญสุขสันต์. (2547). ความเครียด สถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด และการจัดการความเครียดในการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลสวนสราญรมย์. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 12(1), 45-53.
Credit : http://www.dmh.go.th/journal/
วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558
อิทธิพลของการจัดการปัญหาต่อความเครียดในการเรียนและความสุขในนักเรียน
ประภัสสร
ฉันทศิริเวทย์, วท.บ. ณันทิกา ฉัตรทอง,
วท.บ. รัชติญา จำเริญดารารัศมี, วท.บ.
อรัญญา
ตุ้ยคัมภีร์, ปร.ด.
คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดในการเรียนและความสุขในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6 โดยมีการจัดการปัญหาเป็นตัวแปรส่งผ่าน
วัสดุและวิธีการ : กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน
296 คน จากโรงเรียนภายในเขตกรุงเทพมหานคร คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่
มาตรวัดความเครียดในการเรียน มาตรวัดการจัดการปัญหา และมาตรวัดความสุข
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถอดถอยเชิงพหุคูณและวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านจากสูตรของ
Sobel
ผลการศึกษา : ความเครียดในการเรียนและวิธีการจัดการปัญหา (แบบมุ่งจัดการกับปัญหา
แบบแสวงหาแหล่งสนับสนุนทางสังคม และแบบหลีกหนี) ร่วมกันทำนายความแปรปรวนของความสุขได้ร้อยละ
54 โดยความเครียดในการเรียนสามารถทำนายระดับความสุขได้ดีที่สุด
รองลงมาเป็นการจัดการปัญหาแบบมุ่งจัดการกับปัญหาและการจัดการปัญหาแบบหลีกหนีตามลำดับ
ส่วนการจัดการปัญหาแบบแสวงหาแหล่งสนับสนุนทางสังคมทำนายระดับความสุขได้น้อยที่สุด
นอกจากนี้ยังพบอิทธิพลส่งผ่านบางส่วนของการจัดการปัญหาแบบมุ่งจัดการปัญหาและแบบหลีกหนีต่อความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดในการเรียนกับความสุข
นั่นหมายความว่านอกจากความเครียดในการเรียนมีผลทางตรงต่อความสุขของนักเรียนแล้วยังมีผลทางอ้อมผ่านการปัญหาแบบมุ่งจัดการกับปัญหาและแบบหลีกหนีไปยังความสุข
สรุป : ความเครียดในการเรียนส่งผลต่อระดับความสุขของนักเรียน
นักเรียนที่มีความเครียดในการเรียนสูงร่วมกับมีการจัดการปัญหาแบบมุ่งจัดการปัญหาจะมีระดับความสุขมากกว่า
ขณะที่นักเรียนที่มีความเครียดในการเรียนสูงร่วมกับมีการจัดการปัญหาแบบหลีกหนีมีความสุขน้อยกว่า
คำสำคัญ : การจัดการปัญหา ความเครียด ความสุข
นักเรียน
Credit : วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 ปี 2555
โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตด้วยทักษะชีวิตในนักเรียนระดับมัธยมศึกษา
ณัฐพงศ์ สิงห์สาธร, ส.ม.1 จุฬาภรณ์ โสตะ, ปร.ด.2
1 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
2 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตโดยประยุกต์ทักษะชีวิตร่วมกับกระบวนการ
กลุ่มในนักเรียนระดับมัธยมศึกษา
วัสดุและวิธีการ : กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตประยุกต์ จากแนวคิดทักษะชีวิต
ระยะเวลาดำเนินการ 12 สัปดาห์ จัดกิจกรรมรวม 5 ครั้ง ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบไม่ได้รับ โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตใดๆ ประเมินผลคะแนนความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต
ทักษะชีวิตด้านความคิดสร้างสรรค์ และความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ ความตระหนักรู้ในตนเองและความเห็นใจผู้อื่น
ความภูมิใจในตนเองและความ รับผิดชอบต่อสังคม การสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสาร การตัดสินใจและการแก้ไขปัญหา
การจัดการ กับอารมณ์และการจัดการกับความเครียดและการปฏิบัติตัวในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต
วิเคราะห์ความ แตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยสถิติ t-test
ผล : นักเรียนอายุเฉลี่ย 15 ปี
เป็นหญิงทั้งหมด 28 คน ชาย 42 คน หลังการทดลอง
คะแนนความรู้ เกี่ยวกับสุขภาพจิตและการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต คะแนนทักษะชีวิตทุกด้าน
และคะแนนการปฏิบัติตัวในการ ป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตด้วยทักษะชีวิตร่วมกับกระบวนการกลุ่มสูง
กว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ
สรุป : โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตประยุกต์ทักษะชีวิตร่วมกับกระบวนการกลุ่ม ช่วยให้นักเรียนระดับ
มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนความรู้สุขภาพจิตและการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต
ทักษะชีวิต และการปฏิบัติตัว ในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น
คำสำคัญ : ทักษะชีวิต นักเรียนมัธยมศึกษา
โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิต
Credit : วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 ปี 2555
ความเครียดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เขตกรุงเทพมหานคร
ปัทมา อินทร์พรหม,
วท.ม. *
ชัยชนะ
นิ่มนวล, ปร.ด.*
*
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วัตถุประสงค์ :
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด
และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กรุงเทพมหานครในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย
วัสดุและวิธีการ :
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจากโรงเรียนระดับมัธยม 12 โรงเรียน จำนวน 534 คน โดย 377
คนมาจากโรงเรียนรัฐบาล 6 โรงเรียน 90 คนจากโรงเรียนเอกชน 4 โรงเรียน และ 67
คนจากโรงเรียนสาธิต 2 โรงเรียน ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามปัจจัยที่เกี่ยวกับความเครียดในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย
และแบบสำรวจความเครียด Health Opinion Survey (HOS)
ผล : พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความเครียดเฉลี่ย
34.2 (SD=6.42) จากค่าคะแนนที่เป็นไปได้ คือ 20-60 โดยค่าที่สูง
หมายถึง เครียดมาก การวิเคราะห์ด้วย Multiple linear regression พบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีคะแนนความเครียดสูงได้แก่ โรงเรียนเอกชนเมื่อเทียบกับโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนสาธิตนักเรียนที่มีเกรดน้อย
ความไม่พร้อมในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และความคาดหวังที่มากของผู้ปกครอง
สรปุ : ผลการศึกษาที่ได้จะเป็นแนวทางแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนที่มีปัจจัยดังกล่าวข้างต้นต่อความเครียดจาก
Admissions ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
คำสำคัญ :
ความเครียด การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย
Credit : วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ปีที่ 14 ฉบับที่ 3 ปี 2549
ที่มา : http://www.dmh.go.th/journal/
Intelligence Quotient survey of Thai children in two decades
Taweesin Visanuyothin, M.D. Patcharin Arunruang, MA.
Objective : This article has reviewed all National IQs survey in Thai children
in past 22 years.
Materials
and methods : Searching by using by Keywords are Intelligence Quotient survey,
and Thai children in electronic data and published papers during 1989-2008, and
used the content analysis.
Results : Seven large and significantly surveys were found. The main surveys
were collected from primary school aged 6-13, used the stratifi ed three-stages
cluster sampling. The IQ instruments were Thai Intelligence screening test
TONI-2, TONI-3 and WISC-III. Field surveyors depend on the studies, some use
primary health professionals, some use clinical psychologists in their studies.
The results have shown that mean IQs of Thai young children aged
3-5 have higher mean IQ (110.7) and children aged 6-18 are between 88 and 98.4.
Bangkok was often found the highest mean IQ, while northern region and southern
region were found the lowest mean IQs. Mean IQ score of children in city and urban
show higher score than in rural are. Girls tend to have higher IQ score than
boys in all studies.
Conclusion : The previous national IQs surveys show that school aged children
have IQs below 100, and also less than toddlers. However, the result can’t
conclude that Thai children get lower IQs when grow up due to the different
populations in each study and also used different measurements in each time,
resulting unable to compare the results. Thus government should set the
standard for the national IQs survey and timing for the purpose of plans and
Intelligence problem plans of Thai people.
Key words : Intelligence
Quotient survey, Thai children
Credit : Journal of Mental Health of Thailand 2012; 20(2)
ที่มา : http://www.dmh.go.th/journal/
การคำนวณขนาดตัวอย่าง
จุฬาลักษณ์ โกมลตรี, ปร.ด.
ความเป็นมา : การคำนวณขนาดตัวอย่างเป็นสิ่งที่จำเป็น ในการวางแผนงานวิจัยซึ่งจะทำให้ผู้วิจัยทราบถึง
ความเป็นไปได้ ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาของการ ศึกษา การคำนวณขนาดตัวอย่างต้องใช้ค่าประมาณ
ต่าง ๆ เช่น ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ซึ่งได้จากการศึกษาในอดีตที่เหมือนกัน, คล้ายกัน ในบางแง่,
ประสบการณ์ และความคาดหวังของ ผู้วิจัย แต่อย่างไรก็ตามในบางครั้งไม่เคยมีการศึกษา
ลักษณะนี้ในอดีต ผู้วิจัยจึงไม่มีค่าต่างๆ ที่จำเป็นใน การคำนวณขนาดตัวอย่าง ทำให้ไม่สามารถคำนวณ
ขนาดตัวอย่างได้
สรุป : การคำนวณขนาดตัวอย่างเพื่อการประมาณ ค่าพารามิเตอร์ในประชากร จะกำหนดเฉพาะ
α ไม่ต้องกำหนด β หรือ Power (1-β) เนื่องจาก ไม่มีสมมติฐานทางสถิติที่ต้องทดสอบและไม่มีการ
รายงาน p-value ในผลการศึกษา เมื่อ α=0.05 สูตร การคำนวณขนาดตัวอย่างมาจากการกำหนด 95%CI ของค่าสัดส่วน (π, P) หรือของค่าเฉลี่ย (μ) ใน ประชากร
Credit : วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 ปี 2555
ที่มา : http://www.dmh.go.th/journal/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)