วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การศึกษาความสามารถและทักษะในการประเมินและบริหารอารมณ์ของตนเอง และผู้อื่น กรณีศึกษาบุคลากรในโรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง

A Study of Competency and Skill of Emotional Evaluation and Management
on Self and Others: Case Study of Employees in A Produced Noodle Factory

ภัทธีรา ม้วนจั่น1* นิธิศ บริสุทธิ์2

1*,2ศูนย์พัฒนาผลิตภาพอุตสาหกรรม สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
E-mail: pattira.mou@kmutt.ac.th, nithit.bor@kmutt.ac.th
Pattira Mounjan1* Nithit Borisut2
1*,2Center for Industrial Productivity Development, Institute for Scientific and Technological Research
and Services, King Mongkut’s University of Technology Thonburi, Thungkru, Bangkok 10140
E-mail: pattira.mou@kmutt.ac.th, nithit.bor@kmutt.ac.th

วัตถุประสงค์ : เพื่อสำรวจและประเมินระดับความสามารถและทักษะการประเมินและบริหารอารมณ์ ที่มีต่อตนเองและต่อผู้อื่น ของบุคลากรในระดับต่างๆ ขององค์กร และทำการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปัจจัยที่ศึกษา

วิธีการ : ทำการศึกษาบุคลากรในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ปัจจัยที่ศึกษา ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ตำแหน่งงานหน่วยงาน อายุการทำงาน อายุการทำงานในบริษัท และรายได้ ที่ส่งผลต่อความสามารถและทักษะในการประเมินและบริหารอารมณ์ ซึ่งแบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ด้านความตระหนักรู้ตนเอง ด้านการบริหารจัดการอารมณ์ ด้านการมองโลกในแง่ดีหรือแรงจูงใจตนเอง ด้านการเข้าใจอารมณ์ ผู้อื่น และ ด้านทักษะทางสังคม ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาประกอบด้วยบุคลากรทุกหน่วยงานและทุกระดับ จำนวนทั้งสิ้น 122 คน

ผลการศึกษา : ทั้งภาพรวมและการจำแนกรายด้านทั้ง 5 ด้าน ของทักษะในการประเมินและบริหารอารมณ์ของตนเองและของผู้อื่น ที่ค่าอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อทำการทดสอบความมีนัยสำคัญของปัจจัยสำหรับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ที่มีผลต่อความสามารถและทักษะการประเมินและบริหารอารมณ์ทั้ง 5 ด้าน พบว่า อายุ อายุการทำงาน และอายุการทำงานในบริษัท มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (ที่ระดับ 0.05) กับทักษะด้านการมองโลกในแง่ดี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปสร้างแนวทาง การพัฒนาบุคลากร และการสร้างแผนการเรียนรู้และฝึกอบรมขององค์กรต่อไป

คำสำคัญ : ทักษะการประเมินและบริหารอารมณ์ โรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว การมองโลกในแง่ดี

Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ ประจำปี พ.ศ. 2551

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การศึกษาขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนระดับอนุบาลชายและหญิง ในภาคใต้ของประเทศไทย

A Study of Anthropometry of Male and Female Kindergarten
in the South of Thailand

สุรสิทธิ์ ระวังวงศ์1* จักรนรินทร์ ฉัตรทอง2
1,2สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
.เมือง จ.สงขลา 90000
E-mail: sitnong2@yahoo.co.th*
Surasit Rawangwong1* Jaknarin Chatthong2
1,2Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Rajamangala University of Technology
Srivijaya, Muang, Songkhla 90000
E-mail: sitnong2@yahoo.co.th*

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนอนุบาลชายและหญิงในภาคใต้

วิธีการ : นักเรียนอนุบาลชายและหญิงในภาคใต้ จำนวน 36สัดส่วน โดยใช้เครื่องมือวัด 2 แบบ คือแบบที่ 1 เป็นเครื่องมือที่จัดสร้างขึ้นคือ เครื่องมือวัดความสูง และแบบที่ 2 เป็นเครื่องมือวัดคาลิปเปอร์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนอนุบาลชายและหญิง ช่วงอายุ 4-6 ปี จำนวน 600 คน เป็นนักเรียนอนุบาลชาย 300 คน และหญิง 300 คน

ผลการวิจัย : วัดความสูงและชั่งน้ำหนักนักเรียนอนุบาลชาย มีความสูงเฉลี่ย 110.31(±3.87) 115.11(±1.95) 120.61(±3.27) ซม. ตามลำดับ และน้ำหนักเฉลี่ย 19.21(±3.11) 22.27(±3.83) 25.49(±5.44) กก.ตามลำดับ วัดความสูงและชั่งน้ำหนักนักเรียนอนุบาลหญิง มีความสูงเฉลี่ย 109.12(±3.12) 114.80(±2.96) 121.00(±4.12) ซม.ตามลำดับ และน้ำหนักเฉลี่ย 18.46(±3.77) 21.26(±4.59) 23.11(±3.84) กก. ตามลำดับ
จากการเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายของนักเรียนอนุบาลชายและหญิง ช่วงอายุ 4-6 ปี ในภาคใต้ ที่ได้จากงานวิจัยนี้ จำนวน 36 สัดส่วน สรุปได้ว่านักเรียนอนุบาลชายมีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่านักเรียนอนุบาลหญิงเกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้น ความสูงระดับสะโพกความสูงระดับข้อนิ้วมือ ความสูงระดับนิ้วมือ ความยาวจากก้นถึงหัวเข่า และความยาวจากก้นถึงข้อพับเข่า
เมื่อเปรียบเทียบขนาดสัดส่วนร่างกายนักเรียนอนุบาลชาย อายุ 6 ปี ในภาคใต้ของประเทศไทยกับนักเรียนอนุบาลชาย อายุ 6 ปี ของประเทศตุรกี จำนวน 15สัดส่วน สรุปได้ว่า นักเรียนอนุบาลชายในภาคใต้ของประเทศไทยมีขนาดสัดส่วนร่างกายที่โตกว่านักเรียนอนุบาลชายของประเทศตุรกีเกือบทุกสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ยกเว้นระยะจากข้อศอกถึงปลายนิ้วมือ ระยะจากต้นแขนถึงปลายนิ้ว ความหนาของหน้าอกความสูงขณะนั่ง และความสูงระดับสายตาขณะนั่ง

คำสำคัญ : การยศาสตร์ ขนาดสัดส่วนร่างกาย นักเรียนอนุบาลชายและหญิง

Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ ประจำปี พ.ศ. 2551
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การศึกษาเบื้องต้นเพื่อลดอาการปวดหลังของเกษตรกร : กรณีศึกษาชาวนาใน 3 ตำบลของอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา

Preliminary Study for Low Back Pain Reduction in Farmers : A Case Study of
the Paddy Farmers in 3 Sub-Districts of Ranode Districts, Songkla Province

อดุลย์ โอวสุวรรณกุล ภาณุเดช แสงสีดำ ยุทธชัย บรรเทิงจิตร *

สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ สาทร กทม 10120
ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
E-mail: ytc@kmitnb.ac.th*
Adul O-Suwankul Panudech Sangseedam Yuthachai Bunterngchit*
Rajamangala University of Technology Krungthep Sathorn, Bangkok 10120
Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering,
King Mungkut’s University of Technology North Bangkok, Bangsue, Bangkok 10800
E-mail: ytc@kmitnb.ac.th*

วัตถุประสงค์ : เพื่อลดระดับอาการปวดหลัง ส่วนล่างของชาวนาใน 3 ตำบลของอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา จากการใช้แบบสัมภาษณ์กับชาวนาชายที่ มีปัญหาการปวดหลัง 10 คน พบว่าค่าดัชนีความไม่ปกติ (AI) สูงสุดมีค่า 3.8 และค่าเฉลี่ยเป็น 2.96(±0.5) จึง สมควรหาวิธีแก้ไขปัญหา

ผลจากการศึกษา : ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนสัญญาณของกล้ามเนื้อที่วัดโดยวิธี มาตรฐานคือ Erector Spinae (L), Erector Spinae (R), Multifidus (L), และ Multifidus (R) มีค่าเฉลี่ยเป็น 1.84, 1.86, 1.67 และ1.81 ตามลำดับ ส่วนผลการวิเคราะห์ ท่าทางการทำงานมีค่า RULA เฉลี่ย 7(±0.0) ในขณะยก กระสอบข้าวหนัก 100 กิโลกรัม ได้ค่าแรงกดที่หมอนรอง กระดูก L5/S1 เฉลี่ยสูงสุด 7,243.7(±491.8) N
วิเคราะห์หาสาเหตุของการปวดหลังพบว่ามาจากท่าทางการยกที่ไม่ถูกต้องมีการก้มหลังในการยกจึงได้กำหนดให้ มีการฝึกอบรมวิธีการยกที่ถูกวิธีโดยการย่อเข่าซึ่งมีผลทำให้สัดส่วนของสัญญาณ EMG ที่กล้ามเนื้อดังกล่าวมีค่า 0.91, 1.07, 1.33 และ1.47(μν) ตามลำดับ โดยสัดส่วน ของ 3 ค่าแรกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) สำหรับค่า RULA เฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง และสำหรับค่าเฉลี่ยของแรง กดที่หมอนรองกระดูก L5/S1 มีค่าลดลงเป็น 5,920.8(±631.9) N หรือลดลงร้อยละ 18.3 และจากการ ใช้แบบสัมภาษณ์กับผู้ถูกทดลอง 10 คน ได้ค่า AI สูงสุด เป็น 3.3 และค่าเฉลี่ยเป็น 2.5(±0.4) ลดลงร้อยละ 15.2

คำสำคัญ : กล้ามเนื้อหลัง สัญญาณไฟฟ้ากล้ามเนื้อ แรง กดที่หมอนรองกระดูก

Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ ประจำปี พ.ศ. 2551
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การศึกษาและเปรียบเทียบภาวะปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บของพนักงาน ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม

The Study and Comparison of Employees’ Low Back Pain in
Manufacturing Industries

เจษฎา กาญจนภัทรานนท์ จรรยา จิตราพิเนตร วิชัย วนดุรงค์วรรณ ยุทธชัย บรรเทิงจิตร*

สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ สาทร กทม. 10120
แผนกการบริหารความเสี่ยง ฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
กลุ่มโรงพยาบาลศรีวิชัย 240/1-7 จรัญสนิทวงศ์ บางกอกน้อย กทม. 10700
ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
E-mail: ytc@kmitnb.ac.th*
Chetsada Kanchanapatthanon Janya Jitrapinate Vichai Vanadurongwan Yuthachai Bunterngchit*
Rajamangala University of Technology Krungthep Sathorn, Bangkok 10120
Srivichai Hospital Group 240/1-7 Charunsanitwong Rd., Bangkoknoi, Bangkok
King Mungkut’s University of Technology North Bangkok, Bangsue, Bangkok 10800
E-mail: ytc@kmitnb.ac.th*


วัตถุประสงค์ : เพื่อเปรียบเทียบภาวะปวดหลัง บริเวณกระเบนเหน็บของพนักงานที่ทำงานในโรงงาน อุตสาหกรรม

วิธีการ : พนักงานที่ทำงานในโรงงาน อุตสาหกรรม 12 กลุ่มอาชีพ กลุ่มอาชีพละประมาณ 100 คน โดยทำ การสำรวจด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการ ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญและ การตรวจสอบความเชื่อถือได้ของแบบสอบถาม

ผลการศึกษา : ค่าระดับความรุนแรง (Oswestry; OSW) ของอาการปวดหลังบริเวณดังกล่าว สูงสุด 3 อันดับแรก คือ (1) พนักงานปั่นทอด้ายโดยเครื่องจักร 23.7(±16.8)% (2) พนักงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลหนัก 16.5(±15.7)% และ (3) พนักงานผลิต และขนถ่ายวัสดุ ก่อสร้าง 16.5(±11.6)% โดยมีค่าเฉลี่ย 12 กลุ่มอาชีพ 14.9(±12.1)% ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงไม่มากนัก
เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บโดยใช้สถิติ ไค-สแควร์ สรุปได้ว่าปัจจัยหลักที่ ส่งผลกระทบต่อจำนวนพนักงานที่ปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บหลายกลุ่มอาชีพอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ได้แก่ การบิดตัว ความสูงเก้าอี้ การยกภาระหนัก พื้นที่ การทำงาน
เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความ รุนแรงของอาการปวดหลัง (OSW) โดยใช้ ANOVA สรุป ได้ว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบหลายกลุ่มอาชีพอย่างมี นัยสำคัญ (p<0.05) ได้แก่ การก้มขณะทำงาน การยก ภาระหนัก อิริยาบถในการทำงาน การบิดตัว และจาก การเปรียบเทียบระดับความรุนแรงอาการปวดหลังบริเวณ กระเบนเหน็บของพนักงาน ทั้ง 12 กลุ่มอาชีพพบว่ามี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) สำหรับแต่ละ อาชีพที่ศึกษา

คำสำคัญ : ภาวะปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บ ระดับ ความรุนแรงของการปวดหลัง พนักงานปั่นทอด้ายโดย เครื่องจักร

Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ ประจำปี พ.ศ. 2551

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงเพื่อการออกแบบทางด้านการยศาสตร์ กรณีศึกษาในอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์

The development of risk evaluation system for ergonomics design:
A case study of welding shop in automotive industry

นริศ เจริญพร* ฌานนท์ พูนกวิน จิรายุ ยุวธานนท์
ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
E-mail: cnaris@engr.tu.ac.th
Naris Charoenporn, Chanon Poonkawin, Jirayu Yuwathanonth
Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Thammasat University

วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนารูปแบบประเมินความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์สำหรับใช้ในโรงเชื่อมตัวถังของอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์

วิธีการ : รูปแบบของการประเมินที่พัฒนาขึ้นครั้งนี้ ได้ผสมสานหลักการต่างๆได้แก่ การประเมินท่าทางและการเคลื่อนไหวของร่างกายรูปแบบและการใช้แรงของร่างกาย รวมถึงขอบเขตของงานที่อ้างอิงเข้ากับขนาดสัดส่วนร่างกาย มาใช้ประเมินสภาพการทำงาน ควบคู่ไปกับการใช้วิธีการทางจิตฟิสิกส์(psychophysical method) เพื่อวัดความรู้สึกทางด้านความล้าและปวดเมื่อยของร่างกาย รูปแบบการประเมินนี้จะให้ข้อมูลทางด้านการยศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อวิศวกรและเจ้าที่ความปลอดภัยของโรงงานในการทำงานร่วมกัน การพัฒนาระบบการประเมินความเสี่ยงครั้งนี้อาศัยเทคนิคการประเมินความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์จาก OWAS, RULA และ REBA มาเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงรูปแบบการประเมินที่สามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ครอบคลุมถึงลักษณะงานต่างๆ ในโรงเชื่อมตัวถังของอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์


คำสำคัญ : การประเมินความเสี่ยง การยศาสตร์ โรงเชื่อมตัวถัง การประกอบรถยนต์ อุตสาหกรรมยานยนต์


Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ 24-26 ตุลาคม 2550

การศึกษาและเปรียบเทียบภาวะปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บในกลุ่มอาชีพ พนักงานผู้ให้บริการ

The Study and Comparison of Employees’ Low Back Pain in Service Industry

เอกรัตน์ โภคสวัสดิ์1 นภาพร รักบ้านเกิด2 ยุทธชัย บรรเทิงจิตร3* วิชัย วนดุรงค์วรรณ4
1สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ. ทุ่งสง จ. นครศรีธรรมราช
2,3ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800
4ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10702
E-mail: ytc@kmitnb.ac.th*
Eakkarat Phoksawat1 Napaporn Rukbankerd2 Yuthachai Bunterngchit3*
Vichai Vanadurongwan4
1Rajamangala University of Technology Srivijaya 109 M. 2 T. Thumyai A. Thungsong Nakhon sri thumara
2,3Department of Industrial Engineering, King Mongkut’s Institute of Technology North Bangkok, 1518 Pibulsongkram Rd., Bangsue, Bangkok 10800
4Department of Orthopaedic, Mahidol University, Bangkoknoi, Bangkok 10702


วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาภาวะระดับอาการปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บ (Oswestry : OSW) ในกลุ่มอาชีพพนักงานผู้ให้บริการ และวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการปวดหลังบริเวณดังกล่าว

วิธีการ : โดยทำการออกแบบแบบสอบถามภาวะอาการปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บ แล้วทำการสำรวจพนักงานผู้ให้บริการทั้งหมด 12 อาชีพ อาชีพละ 100 คน รวม 1,200 คน

ผลการศึกษา : พนักงานผู้ให้บริการมีเปอร์เซ็นต์ของการปวดหลังสูงที่สุด 3 ลำดับแรกคือ (1) พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (89%) (2) พยาบาล (85 %) และ (3) พนักงานนวดแผนโบราณ (82 %) และค่าเฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์ OSW สูงสุด 3 อันดับแรก คือ (1) พนักงานนวดแผนโบราณ 15.8(±11.25)% (2) แม่บ้าน 15.1(±14.19)% และ (3) พนักงานขับรถ 13.3(±12.05)% ผลจากการวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่า OSW โดยใช้ ANOVA สรุปได้ว่าปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อค่า OSW ของพนักงานผู้ให้บริการหลายอาชีพอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ได้แก่ อายุตัว อายุงานระยะเวลาในการทำงานเฉลี่ยต่อวัน ช่วงเวลาในการพักอิริยาบถในการทำงาน การเอี้ยวหรือบิดตัวและการก้มในขณะทำงาน และน้ำหนักของภาระที่ยก
จากการเปรียบเทียบวิธีการทำงานระหว่างพนักงานที่มีอาการปวดหลังมากกับพนักงานที่มีอาการปวดหลังน้อย โดยการสัมภาษณ์และศึกษาวิธีจากวิธีทำงานจริงและสร้างแผนภูมิกระบวนการปฏิบัติงาน สรุปได้ว่า พนักงานทั้ง 2 คนมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น แม่บ้านที่มีอาการปวดหลังมากจะก้มหลังยกภาระ และมีการก้มหลังและหมุนตัวในขณะถูพื้น ส่วนแม่บ้านที่มีอาการปวดหลังน้อยจะย่อเข่าเพื่อใช้แรงขาช่วยในการยกภาระและถูพื้นในแนวตรงไม่มีการหมุนตัว เป็นต้น

คำสำคัญ  ภาวะปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บ อุตสาหกรรมบริการ ระดับความรุนแรงของการปวดหลัง


Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ 24-26 ตุลาคม 2550

การเปรียบเทียบ การประเมินท่าทางการทำงานโดยวิธีทางการยศาสตร์ ในโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่

The Comparison of Ergonomics posture assessment methods in industry,
Chiang Mai Province

นิวิท เจริญใจ1 ชัยยุทธ วงศ์อัจฉริยา2 วันวิสา ติ๊บแก้ว3 ปาริชาต พีระเชื้อ4
E-mail: nivit@chiangmai.ac.th*
ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 50200
Nivit Charoenchai1 Chaiyuth Wongs-utshariya2 Wanwisa Tipkaew3 Parichart Peerachur4
Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Chiang Mai University, Chiang Mai 50200
E-mail: nivit@chiangmai.ac.th*


วัตถุประสงค์ : ทำการเปรียบเทียบผลจากการประเมินท่าทางการทำงานด้วยวิธีทางการยศาสตร์ คือ Ovako Working Posture Analysis System (OWAS), Rapid Upper Limp Assessment (RULA) และ The Strain Index

วิธีวิจัย : โดยการวิจัยเริ่มจากการศึกษาวิธีการประเมินท่าทางการทำงานทั้ง 3 วิธี จากนั้นเลือกโรงงานที่เห็นว่าคนงานมีภาระทางการยศาสตร์สูง เช่น มีท่าทางการทำงานที่เคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง การทำงานซ้ำซาก ผิดธรรมชาติ หรืองานที่ใช้แรงมากจำนวน 5 โรงงาน ซึ่งประกอบด้วย โรงงานเซรามิก โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ 2 โรงงาน โรงงานทำอิฐ และโรงงานทำน้ำแข็ง โดยเลือกทำการศึกษาท่าทางการทำงานจำนวน 10 ท่าทางต่อหนึ่งโรงงาน โดยการเก็บข้อมูลด้วยการถ่ายวีดีโอ และทำการประเมินท่าทางการทำงานด้วยวิธีทั้ง 3 ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น เมื่อได้ผลการประเมินแล้วจึงทำการเปรียบเทียบและสรุปผลการประเมินท่าทางการทำงาน รวมถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุงท่าทางการทำงาน

ผลการวิจัย : ผลจากการประเมินท่าทางการทำงานด้วยวิธี OWAS RULA และ Strain Index มีความสอดคล้องกัน และจากการประเมินท่าทางการทำงานของ 5 โรงงาน พบว่า โรงงานเซรามิก โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ และโรงงานทำอิฐ มีท่าทางการทำงานส่วนใหญ่มีความเสี่ยงสูงมาก ควรมีการแก้ไขวิธีการทำงาน หรือลักษณะท่าทางการทำงานโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และสำหรับ โรงงานทำน้ำแข็ง มีท่าทางการทำงานที่มีความเสี่ยงเช่นกัน แต่อยู่ในระดับรองลงมาโดยควรมีการแก้ไขวิธีการทำงาน หรือลักษณะท่าทางการทำงานโดยเร็วในอนาคตอันใกล้ ซึ่งผลที่ได้เหล่านี้สามารถนำไปเป็นแนวทางในการค้นหาท่าทางการทำงานที่มีความเสี่ยง เพื่อทำการแก้ไข และปรับปรุงท่าทางการทำงานต่อไป

คำสำคัญ : การประเมินท่าทางการทำงาน, OWAS, RULA, Strain Index


Credit : การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ 24-26 ตุลาคม 2550