วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก


ปีพ.ศ. 2556
  1. เตือนตา ชาญศิลป์, ศิริลักษณ์ มีสุวรรณ, ธาริณี ทับทิม, สมชาย โสมย์ไพศาลศิลป์, อธิคม ชินอ่อน, ปิติพัฒน์ กิตติ์พิภัทร์กุล, etal. (2556). การพัฒนาแนวทางป้องกันอันตรายภายในสถานพยาบาลสัตว์เล็ก : กรณีศึกษาในชุมชนตลาดใหม่ ชุมชนบ้านสวน อำเภอเมือง และ ชุมชนเนินพลับหวาน อำเภอบางละมุง ของจังหวัดชลบุรี. วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก, 6(1),76-86.
  2. อรวรรณ จันทสุทโธ. (2556). การใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลสำหรับคนงานก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล. วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก, 6(2),66-73.

การพัฒนาแนวทางป้องกันอันตรายภายในสถานพยาบาลสัตว์เล็ก : กรณีศึกษาในชุมชนตลาดใหม่ ชุมชนบ้านสวน อำเภอเมือง และ ชุมชนเนินพลับหวาน อำเภอบางละมุง ของจังหวัดชลบุรี

Development of the Direction for Hazard Protection in Small Animal Medical Center : Case Study in Talad-Mai Community and Bansuan Community, Muang District and
Nuen-Plub-Wan Community, Banglamung District in Chonburi.

เตือนตา ชาญศิลป์ ศิริลักษณ์ มีสุวรรณ ธาริณี ทับทิม สมชาย โสมย์ไพศาลศิลป์ อธิคม ชินอ่อน
ปิติพัฒน์ กิตติ์พิภัทร์กุล และมนัน วงศ์เสรีพิพัฒนา
Tuonta Chansilpa Siriluk Mesuwan Tharinee Tubtim Somchai Sompaisarnsilp Athicom Chin-On
Pitipat Kitpipatkun and Manan Wongsereepipattana
คณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ จังหวัดชลบุรี
Email: dvm_rmutto@hotmail.comโทร. 038-358201 ext 1027, 1020

วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาแนวทางการป้องกันอันตรายในสถานพยาบาลสัตว์เล็ก ในกรณีศึกษาชุมชนตลาดใหม่ ชุมชนบ้านสวน อำเภอเมือง และชุมชนเนินพลับหวาน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

วิธีการ : การดำเนินงานเริ่มจากคณะผู้วิจัยและเจ้าของโรงพยาบาลสัตว์เล็ก ในกรณีศึกษาประชุมร่วมกัน เพื่อวางแผนการดำเนินงาน โดยเริ่มจากการประเมินจิตสำนึกของผู้ให้บริการในสถานพยาบาลสัตว์เล็กเหล่านี้ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐาน ดำเนินการออกแบบวิธีการค้นหาอันตรายแบบ What-if-Analysis ด้วยการใช้แบบสอบถาม แล้วประเมินความเสี่ยงในสถานพยาบาลสัตว์เล็กในกรณีศึกษาด้วยวิธี Risk Assessment

ผลการศึกษา : ผลจากการค้นหาอันตราย พบว่ามีจุดอันตรายทั้งหมด 59 จุด และหลังจากการนำไปประเมินความเสี่ยง พบว่าในภาพรวมมีความเสี่ยงในระดับปานกลาง แต่เมื่อวิเคราะห์ในแต่ละสถานพยาบาลสัตว์เล็ก พบว่า
-สถานพยาบาลสัตว์เล็กของชุมชนตลาดใหม่ มีความเสี่ยงด้านกายภาพสูงมาก 2 จุด และสูง 2 จุด และยังมีความเสี่ยงด้านความรู้สูง 1 จุด
-สถานพยาบาลสัตว์เล็กของชุมชนบ้านสวน พบว่ามีความเสี่ยงทุกด้านในภาพรวม
-ส่วนสถานพยาบาลสัตว์เล็กของชุมชนเนินพลับหวาน มีความเสี่ยงสูงด้านกายภาพ 2 จุด และความเสี่ยงด้านความรู้ 1 จุด
สำหรับการหาแนวทางป้องกันอันตรายในสถานพยาบาลสัตว์เล็ก ใช้การสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยด้วยการจัดกิจกรรม และอบรมความรู้เกี่ยวกับอันตรายและการป้องกันอันตรายในสถานพยาบาลสัตว์เล็ก ผลการดำเนินงานพบว่า จิตสำนึกด้านความปลอดภัยของผู้ให้บริการในภาพรวมมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 2.24 ± 0.85 เป็น 4.00 ± 0.77 โดยจำแนกเป็นจิตสำนึกต่อด้านกายภาพมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 2.05 ± 0.76 เป็น 3.95 ± 0.72 ด้านความรู้มีค่าเพิ่มขึ้นจาก 2.29 ± 0.84 เป็น 3.88 ± 0.76 ด้านบุคคลมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 2.25 ± 0.93 เป็น 4.04 ± 0.89 และด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นจาก 2.33 ± 0.83 เป็น 4.20 ± 0.64

คำสำคัญ: การป้องกันอันตราย สถานพยาบาลสัตว์เล็ก การประเมินความเสี่ยง จิตสำนึกด้านความปลอดภัย

Credit : วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2556

ที่มา : http://ird.rmutto.ac.th/index.php?menu=shownews&page=TP1487

การใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลสำหรับคนงานก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

Use of Personal Protective Equipment for Large Building Laborers
in Bangkok and Perimeter areas
อรวรรณ จันทสุทโธ
Orawan Jantasuto
สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศูนย์สุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
E-mail: i.orawanj@hotmail.com โทร. 081-8788195

วัตถุประสงค์ : เพื่อประเมินความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมด้านการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยในการทำงานของคนงานก่อสร้าง กรณีศึกษาคือคนงานในโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

วิธีการ : การเปรียบเทียบลักษณะส่วนบุคคลของคนงานที่มีผลต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยในการทำงานของคนงานก่อสร้าง รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ในด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ การดำเนินงานวิจัยครั้งนี้ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากคนงานก่อสร้างจำนวน 100 คน และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติ

ผลการศึกษา : คนงานก่อสร้างมีความรู้ด้านการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยในการทำงานระดับสูง ทัศนคติและพฤติกรรมด้านการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยในการทำงานในระดับดี และจากการเปรียบเทียบลักษณะส่วนบุคคลพบว่า คนงานก่อสร้างที่มีอายุแตกต่างกัน จะมีความรู้และพฤติกรรมด้านการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยในการทำงานที่แตกต่างกัน ด้านความสัมพันธ์พบว่า ความรู้กับทัศนคติ ความรู้กับพฤติกรรม และทัศนคติกับพฤติกรรม มีความสัมพันธ์กัน
การศึกษาครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อคนงานก่อสร้างโดยตรง และสามารถนำไปประยุกต์และปรับปรุงให้คนงานก่อสร้างมีคุณภาพในการทำงานดียิ่งขึ้น

คำสำคัญ: การใช้อุปกรณ์ความปลอดภัย ความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม คนงานก่อสร้าง

Credit : วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2556



วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ผลของโครงการคนไทยไร้พุงต่อการลดค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง

Effects of Thais without Big Belly Project to Reduce BMI and Waist Circumference of Participants in Project in Area of Lower Northern Region

ถาวร มาต้น* ปัทมา สุพรรณกุล*
Tavorn Maton* Pattama Suphanakul*

* คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
* Faculty of public Health, Naresuan University


ความเป็นมา : ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลให้เกิด โรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้หลายโรค

วัตถุประสงค์ : การวิจัยครั้งนี้เป็นการ วิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มเดียววัดผลสองครั้งก่อนและหลัง เพื่อศึกษาระดับความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการ ส่งเสริมสุขภาพ และผลของโครงการคนไทยไร้พุง ที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

วิธีการ : กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้มารับบริการด้านการส่งเสริม สุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 3 แห่ง จำนวน 300 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ และให้การอบรมโปรแกรมกิจกรรม 3 . 1 วัน

ผลการวิจั: พบว่า กิจกรรม 3 . ของโครงการฯ มีผลทำให้กลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีความรู้และการปฏิบัติ ในเรื่อง การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย และ การป้องกันโรคดีขึ้นกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p < 0.001)
ส่วนความรู้ และการปฏิบัติ ในเรื่อง การจัดการความเครียด ก่อนและหลังการ อบรม ไม่มีความแตกต่างกัน (p = 0.497 และ 0.072 ตามลำดับ)
ค่า BMI ของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลัง การอบรมพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน (p = 0.127)
ส่วนขนาดรอบเอว มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p < 0.001)
ดังนั้น บุคลากรสาธารณสุข จึงควรให้ความรู้ และเทคนิคการจัดการความเครียด แก่กลุ่มที่มีน้ำหนักเกินให้มากขึ้น เพราะกลุ่มนี้มักจะ มีปัญหาความเครียดร่วมด้วย

คำสำคัญ: ดัชนีมวลกาย, ขนาดรอบเอว, พฤติกรรม ส่งเสริมสุขภาพ, ความรู้, พฤติกรรม การปฏิบัติ, โครงการคนไทยไร้พุง, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล


Credit : วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3 (..-.. 2555)

วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554-2556


  1. วีรชัย มัฎฐารักษ์, พิทยา ตุกเตียน และ นิพนธ์ มณีโชติ. (2556). การประเมินผลการออกแบบและสร้างเครื่องรีดกระจูดด้วยวิธีการยศาสตร์. วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 20(2),42-55.
  2. ภูวนาถ ลายแสงพงค์ และ นิวิท เจริญใจ. (2554). การประเมินความเสี่ยงและการแก้ปัญหาทางการยศาสตร์ ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์. วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 18(3),54-62.
Credithttp://researchs.eng.cmu.ac.th/?name=journal

การประเมินความเสี่ยงและการแก้ปัญหาทางการยศาสตร์ ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์

Hazard Assessment and Ergonomics Problem Solving in Animal Feed Factory

ภูวนาถ ลายแสงพงค์* นิวิท เจริญใจ
ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
Puwanat Laisangpong* Nivit Charoenchai
Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Chiang Mai University, Chiang Mai 50200
Email: puwanat@cpf.co.th*

ความเป็นมา : อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์นั้นมีกระบวนผลิตต่างๆหลายขั้นตอน งานบางงานมีการใช้เครื่องจักรมาช่วยในการผลิต แต่ยังต้องใช้แรงงานคนเพื่อจัดการหรือควบคุมเครื่องจักร ซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงในการทำงาน ดังนั้นการค้นหาอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน หรือท่าทางที่ไม่เหมาะสมในด้านการยศาสตร์ ด้วยการประเมินความเสี่ยง จึงช่วยทำทราบว่าในสถานที่ทำงานหรืองานนั้นๆ มีโอกาสจะก่อให้เกิดอันตรายได้มากน้อยเพียงใด เพื่อนำไปสู่การดเนินการปรับปรุงแก้ไข

วัตถุประสงค์ : เพื่อคัดเลือกวิธีการประเมินความเสี่ยงที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมการทำงาน และดำเนินการปรับปรุงแก้ไขวิธีการทำงานให้เหมาะสมโดยใช้หลักการทางการยศาสตร์

วิธีการ : การศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การประเมินความเสี่ยงด้วยการบ่งชี้อันตราย โดยวิธีที่นำมาใช้ประเมินความเสี่ยงได้แก่ What If Analysis, Hazard and Operability Study (HAZOP), Fault Tree Analysis, Even Tree Analysis และ Failure Modes and Effects Analysis (FMEA) และการประเมินความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์ ด้วยการประเมินโดยใช้เทคนิค RULA (Rapid Upper Limb Assessment) และ สมการการยกของ NIOSH

สรุป : การประเมินความเสี่ยงด้วยวิธี Fault Tree Analysis เป็นวิธีที่พบความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ มากที่สุดถึง 12 งาน ระดับความเสี่ยงสูง จำนวน 10 งาน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จำนวน 8 งาน ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง จึงเป็นการประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสมที่สุดในการนำไปใช้งาน ส่วนการประเมินความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์ด้วย วิธี RULA นั้นก็สามารถบอกระดับคะแนนของทุกงานออกมาได้ในระดับที่ 5,6 และ 7 คะแนนซึ่งภาพรวมหมายความว่าจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงงานให้ดีขึ้นหรือโดยทันที ส่วนการใช้สมการการยกของ NIOSH นั้นก็สามารถบอกระดับคะแนนของทุกงานออกมาได้ในระดับ 1 และ 2 คะแนนซึ่งภาพรวมหมายความว่า ควรมีการปรับปรุงแก้ไขในอนาคตอันใกล้
  
Credit : วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 18(3) ประจำเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2554


การประเมินผลการออกแบบและสร้างเครื่องรีดกระจูดด้วยวิธีการยศาสตร์

Assessment of Design and Construction of the Bulrush Plants Fleecing Machine by Ergonomics Method
วีรชัย มัฎฐารักษ์ 1 พิทยา ตุกเตียน 2 และ นิพนธ์ มณีโชติ 3
Weerachai Madtharak1 Pitthaya Tuktian2 Nipon Maneechot3
1,2,3 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา 90000

Faculty of Industrial Technology, Songkhla Rajabhat University 90000

วัตถุประสงค์ : ประเมินผลทางการยศาสตร์ในการรีดกระจูดของกลุ่มตัวอย่างชุมชนทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

วิธีการ : โดยเปรียบเทียบผลประเมินการทำงานที่มีความเสี่ยงทางการยศาสตร์จากการรีดกระจูด ก่อนและหลังการปรับปรุงการทำงานใช้วิธีการวิเคราะห์ด้วยวิธี RULA และ REBA

ผลการศึกษา : ผลการวิเคราะห์ก่อนปรับปรุงการทำงานด้วยวิธี RULA พบว่า มีคะแนนเท่ากับ 7 ซึ่งหมายถึงว่ามีปัญหาทางการศาสตร์ในระดับที่ต้องได้รับการปรับปรุงการทำงาน โดยทันที ซึ่งสอดคล้องกับวิธี REBA ซึ่ง พบว่ามีคะแนนเท่ากับ 11 ซึ่งหมายถึงการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งต้องการการตรวจสอบและปรับเปลี่ยนท่าทางการทำงานในทันที
หลังจากนั้นผู้วิจัยได้ปรับปรุงวิธีการทำงานโดยการออกแบบและสร้างเครื่องรีดกระจูดโดยนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเดิม และวิเคราะห์ด้วยวิธี RULA และ REBA อีกครั้ง ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า วิธี RULA มีคะแนนลดลงเหลือเท่ากับ 3 โดยสอดคล้องกันการวิเคราะห์ด้วยวิธี REBA ซึ่งพบว่ามีคะแนนลดลงเหลือเท่ากับ 3 จากผลคะแนนดังกล่าวสรุปได้ว่าปัญหาทางการยศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่างลดลงจากการออกแบบและสร้างเครื่องรีดกระจูด

คำสำคัญ : การประเมินผล เครื่องรีดกระจูด การศาสตร์

Credit : วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่    ฉบับที่ 20(2) ประจำเดือน พ.ค.-ส.ค. 2556